ทับทิม (Pomegranate)

ทับทิม เป็นผลไม้เมืองร้อน มีถิ่นกำหนดจากประเทศอิหร่าน และแพร่กระจายในหลายประเทศ เช่น อินเดีย จีน และไทย โดยทับทิมจากแต่ละแหล่งปลูกจะมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน สีของเนื้อหุ้มเมล็ดก็จะแตกต่างกันไปตั้งแต่ ขาว ชมพูอ่อน จนไปถึงสีแดงเข้มสด ทับทิมสายพันธุ์ของอิหร่านและอินเดียจะมีผลขนาดกลางและสีแดงจัด ทับทิมจากจีนจะมีผลใหญ่และมีสีออกขาว ส่วนทับทิมไทยจะมีผลขนาดเล็ก และสีชมพูอ่อน ซึ่งทับทิบสีแดงจะมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด

pomegranate-neocell-collagen-8
ทับทิมจะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น โพลีฟีนอล แอนโธไซยานิน กรดเอลลาจิก (Ellagic acid) และเอลลาจิแทนนิน (Ellagitannin) ซึ่งมีส่วนช่วยในกลไกป้องกันการเกิดมะเร็ง เช่น ทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อตาย ยับยั้งการเกิดหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง ป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

งานวิจัยพบว่า ทับทิมสดประกอบด้วยสารดังกล่าวมากกว่า 3 เท่าของปริมาณที่ได้รับจากชา และไวน์แดง ในปริมาณการบริโภคที่เท่ากัน

กรดเอลลาจิก (Ellagic acid) เป็นสารขนาดเล็กในกลุ่มโพลีฟีนอล แรกเริ่มเดิมทีในผลไม้จะยังไม่เป็นกรดเอลลาจิก แต่จะมีสารขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ไฮโดรไลเซเบิล แทนนิน (Hydrolysable tannins) พอเข้าสู่ร่างกาย แทนนินดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดเอลลาจิก ที่บริเวณลำไส้เล็กแล้วถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปทั่วร่างกาย จนกระทั่งอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ จึงสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ทั่วถึง จนกระทั่งถูกขับออกไปกับปัสสาวะเลยทีเดียว

ไม่เพียงแต่สามารถป้องกันมะเร็งและต้านอนุมูลอิสระ กรดเอลลาจิก ยังต้านการอักเสบ ต้านการแข็งตัวของหลอดเลือด และเป็นอาหารให้กับแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ หรือที่เรียกว่า พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) ได้อีกด้วย ซึ่งพรีไบโอติกส์ จะช่วยให้จุลินทรีย์ สร้างสารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย และช่วยทำลายเชื้อโรคที่ติดมากับอาหาร

นอกจากนี้ กรดเอลลาจิก ยังพบได้ในสตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ ผลเบอร์รี่ทั้งหลาย วอลนัท และอัลมอนด์ ซึ่งในทับทิบและราสเบอร์รี่มีกรดเอลลาจิกสูงมาก ดังนั้น หากคุณรับประทานทับทิมผลเล็กเพียงเสี้ยวหนึ่ง หรือดื่มน้ำทับทิมเพียงแค่ค่อนแก้ว ก็จะได้รับกรดเอลลาจิกเพียงพอแล้วในแต่ละวัน กรดเอลลาจิกที่สกัดเมล็ดทับทิม ที่จำหน่ายในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สำนักงานอาหารและยาของ สหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองความปลอดภัย

พูนิคาลาจิน (Punicalagin) เป็นสารเอลลาจิกแทนนิน ชนิดหนึ่งที่พบใน ทับทิม ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต ลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ลดไขมันในเลือด และป้องกันมะเร็ง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้ทับทิมมีคุณสมบัติโดดเด่นแซงหน้าแอปเปิล ผลไม้ที่สถาบันสุขภาพหลายแห่งแนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งรับประทาน ด้วยฤทธิ์ที่เหนือกว่าในด้านการต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพของเอนไซม์ ลดการทำลายดีเอ็นเอ (DNA: สารพันธุกรรม) ลดไขมันในเลือด และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด (Atherosclerosis) ซึ่งคือ ภาวะที่ไขมันเกาะในผนังหลอดเลือดแล้วเกิดมีแคลเซียมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) และเม็ดเลือดชนิดแมคโครฟาจ (Macrophage) มาจับกับไขมันนั้นเกิดเป็นพลาค (Plaque) ขวางการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือด กล่าวคือ ทำให้เส้นเลือดตีบไม่ยืดหยุ่น ส่งผลให้อวัยวะขาดเลือดไปเลี้ยงหรือเส้นเลือดเปราะแตก จนอาจทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งสาเหตุของการแข็งตัวของหลอดเลือดได้แก่ การสูบบุหรี่ ภาวะเครียด การรับประทานอาหารไขมันสูง ขาดการออกกำลังกาย ขาดสารต้านอนุมูลอิสระ โรคเบาหวาน

จากการศึกษาในคนพบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำทับทิมติดต่อกัน 2 สัปดาห์ มีคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL) ลดลง 90% และเกิดการแข็งตัวของหลอดเลือดลดลง 44% ไม่เพียงแต่ลดการสะสมไขมันในตัวเส้นเลือด แต่ยังทำให้เส้นเลือดที่หนา ลดความหนาตัวลงอีกด้วย จึงทำให้เลือดหมุนเวียนดี

นอกจากนั้น ทับทิมยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน เนื่องจาก ทับทิมมีสารเจนิสไทน์ ไดอาไซน์ (Daizein) ซึ่งเป็นไฟโตเอสโตรเจน ทับทิมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนรักสุขภาพ ทั้งในแง่ของการป้องกันมะเร็ง ปกป้องตับจากสารพิษ ช่วยให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์ ต้านความเสื่อมจากโรคเบาหวาน ป้องกันอาการหลงลืมในผู้สูงอายุ บรรเทาอาการโรคหัวใจ หลอดเลือดแข็งตัว และความดันโลหิตสูงอันเนื่องมาจากคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย นอกจากใน ทับทิมแล้วเจนิสไทน์และไดอาไซน์ยังสามารถพบได้ใน พรุน มะพร้าว และถั่วเปลือกแข็งต่างๆ ด้วย

รายงายวิจัยพบว่าทับทิม ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนจากธรรมชาติ (Bio-Identical Hormone) ทั้ง Estriol และ Estrone โดยเฉพาะ Estriol จากทับทิมช่วยป้องกันและยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านม ฮอร์โมนเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ในร่างกายสำหรับผู้ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายอยู่ในระดับต่ำ โดยไม่มีผลข้างเคียง ในสตรีที่หมดประจำเดือนมักจะได้รับยาฮอร์โมนทดแทน estradiol ชนิดสังเคราะห์จากแพทย์ (ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สามารถไปกระตุ้นก้อนเนื้องอกบางชนิดจึงต้องระวังไม่จ่ายยาตัวนี้ให้กับผู้ป่วยที่มีเนื้องอกประเภทนี้)

สรุปประโยชน์จากทับทิม

  • ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
  • บำรุงสายตา แก้อาการตาอักเสบ
  • ป้องกันและลดอาการแพ้ท้อง
  • บำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
  • ปรับสมดุลฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน ลดอาการวัยทอง เช่นอาการวูบวาบ วิงเวียน อาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ
  • ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนจากธรรมชาติ (Bio-Identical Hormone)
    แก้อาการระดูขาว ตกเลือด
  • ยับยั้งการก่อเซลล์มะเร็งเต้านม และต้านการก่อตัวของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ
  • ลดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ลดไขมันในเลือด ช่วยให้หลอดเลือดสะอาด ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และไขมันอุดตันในเส้นเลือด หลอดเลือดแข็งตัว
  • ปรับสมดุลอินซูลินในร่างกาย จึงมีผลดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • บำรุงตับ ป้องกันพิษต่อตับจากสารพิษ ช่วยฟอกเลือดและล้างสารพิษ
  • มีฤทธิ์ในการต่อต้านแบคทีเรียต่างๆ ได้ดี
  • บำรุงไต ฟอกไต และท่อปัสสาวะ
  • ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องเซลล์ ลดการทำลายดีเอ็นเอ (DNA: สารพันธุกรรม)
  • ช่วยให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์ บำรุงผิวพรรณให้มีสุขภาพดี ให้ความชุ่มชื้นกับผิว ผิวพรรณเต่งตึง ปกป้องผิวจากแสงแดด
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ส่งเสริมการซ่อมแซม และสร้างเซลล์ใหม่ในชั้นหนังแท้
  • ยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ทำให้ผิวเข้มขึ้นจากการกระตุ้นจากรัง UV
  • ลดไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูงอันเนื่องมาจากคอเลสเตอรอลได้
  • ลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL)
  • มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
  • เพิ่มประสิทธิภาพของเอนไซม์
  • ลดการแข็งตัวของหลอดเลือด
  • เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือด
  • เป็นอาหารให้กับแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: คู่มืออาหารเสริม, ดร.เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์