น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลา คือน้ำมันที่สกัดมาจากปลาโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ซึ่งในน้ำปลาจะมีกรดไขมันอยู่หลายชนิด น้ำมันปลาประกอบด้วยประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3(Omega-3) และกรดไขมันโอเมก้า-6(Omega-6)

กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) กรดไขมันโอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจาก ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ และต้องได้รับจากสารอาหารเท่านั้น น้ำมันปลามี EPA และDHA

  • EPA , กรดไอ-โคซาเพนตาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid) มีคุณสมบัติในการลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี(LDL) ป้องกันการอุดตัดของหลอดเลือด ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดในสมองตีบตันและหัวใจขาดเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
  • DHA , กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของสมองและดวงตา ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ และความจำ

Fish-Oil-Omega3-01

การศึกษาทางคลินิกมากมายพบว่า DHA ช่วยในการพัฒนาสมองการการมองเห็น จึงแนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรได้รับ DHA ขนาด 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน (ผู้ผลิตนมผงจึงเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยการเสริม DHA ในนมผง)

สำหรับกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-6(Omega-6) นั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเพราะช่วยลดไขมันได้เลือดได้ นอกจากพบมากในน้ำมันปลาแล้วยังพบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

จากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุและสมองของผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์จะมี EPA และDHA ต่ำ การรับประทานโอเมก้า-3 ที่มี DHA จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ จึงพบว่าโอเมก้า-3 มีประโยชน์ทั้งต่อสมองและหัวใจ และกรดไขมันโอเมก้า-3 ยังช่วยป้องกันมะเร็งตับอ่อนได้

สรุปประโยชน์ของน้ำมันปลา (Fish Oil)

  • บำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยเพิ่มความจำและความสามารถในการเรียนรู้ ป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
  • บำรุงสายตา เพิ่มพัฒนาการในด้านสายตาและสมองของทารก
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และไตรกรีเซอไรด์
  • ลดไขมันอุดตัดในเส้นเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในกระแสเลือด ช่วยลดความหนืดของเกล็ดเลือด และลดปริมาณสารไฟบรินในเลือด
  • ป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว ลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดในสมองแตก
  • ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจวายเฉียบพลัน
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Coronary heart disease)
  • ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  • ต่อต้านผลร้ายจากสารโพรสตาแกลนดิน ซึ่งมีส่วนไปลดภูมิต้านทานของโรคและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้องอก
  • ลดความถี่และความรุนแรงของโรคปวดศีรษะไมเกรน
  • บรรเทาอาการอักเสบ ปวด บวมของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม ป้องกันมะเร็งตับอ่อน
  • บำรุงสุขภาพผิว เส้นผม และเล็บให้มีสุขภาพดี
  • บรรเทาอาการคันและแห้งของโรคสะเก็ดเงิน
  • มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ

น้ำมันปลา จากแหล่งธรรมชาติได้จากทั้งปลาน้ำจืด และปลาน้ำเค็ม แต่น้ำมันปลาจากปลาน้ำเค็มจะมีคุณภาพที่ดีกว่า เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาบะ ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคเคอเรล ปลาแงโชวี่ ปลาไวท์ฟิช ปลาบลูฟิช ปลาชอคฟิช ปลานิลทะเล ปลาดุกทะเล หอยกาบ หอยนางรม หอยพัด กุ้ง ปลาหมึก และสำหรับปลาทุกชนิด

กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ที่พบในพืช คือ น้ำมันลินสีด (linseed oil) ลูกวอลนัท และน้ำมันวอลนัท น้ำมันคาโนล่า น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ผักขม (spinach) เมล็ดธัญพืชที่อบสุกในอุณหภูมิที่เหมาะสมของธัญพืชแต่ละชนิด และผักกาดเขียวซึ่งมีน้อยมาก

การวิจัยปลาจากแหล่งมหาสมุทรต่างๆ พบว่าปลาจากทะเลในเขตหนาว เช่น แอตแลนติกจะมีปริมาณโอเมกา-3 สูงที่สุด เนื่องจาก อุณหภูมิต่ำจึงทำให้ปลาสะสมไขมันไว้มาก ส่วนปลาจากทะเลไทยมี โอเมกา-3 ต่ำ เพราะอยู่ในเขตร้อนปลาจึงสะสมไขมันน้อย

ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายที่ชื่อว่า Crythecodinum cohnii ซึ่งสาร่ายชนิดนี้จะสร้าง DHA และสะสมในรูปไขมันในชั้นของผนังเซลล์ และจำทำการสกัดออกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งจะทำให้ได้ปริมาณ DHA สูงแต่ใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถความคุมสารปนเปื้อนที่ใช้เลี้ยงให้ปลอดสารปนเปื้อนอย่างสารปรอทได้ ซึ่งจะแตกต่างจาก DHA ที่ได้จากปลาทะเลที่พบว่าโอการที่จะมีสารปรอท ปนเปื้อนมากกว่า เนื่องจากในทะเลมีสารปรอท ดังนั้น การเลือดรับประทานน้ำมันปลาจึงควรคำนึงถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบด้วย

ปริมาณที่แนะนำต่อการบริโภคโอเมก้า-3 แนะนำให้รับประทาน EPA และDHA ขนาด 200-300 มลลิกรัมต่อวัน ซึ่งจะได้รับจากการรับประทานปลาทะเล องค์การอนามัยโลกแนะนำให้แม่และเด็กควรรับประทานปลาไขมันสูง

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ให้รับประทานโอเมก้า-3 ปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงให้รับประทานโอเมก้า-3 ปริมาณ 2,000-4,000 มิลลิกรัมต่อวัน (น้ำมันปลา 1,000 มิลลิกรัม ให้ EPA 30% หรือปรมาณ 300 มิลลิกรัม)

ข้อควรระวัง

  • ผู้ที่แพ้อาหารทะเลห้ามรับประทานน้ำมันปลา
  • ควรงดน้ำมันปลา 7 วัน ก่อนการผ่าตัด เนื่องจาก น้ำมันปลาทำให้เลือดแข็งตัวช้า
  • หญิงตั้งครรภ์ควรงดการรับประทานน้ำมันปลา 1 เดือนก่อนคลอดเพราะจะทำให้เลือดไม่แข็งตัว
  • การรับประทานโอเมก้า-3 มากเกินไปในระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร อาจมีผลทำให้เกิดความผิดปกติในการได้ยินของทารกได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คู่มืออาหารเสริมฉบับสมบูรณ์, ดร.เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์
ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการยุโรป(European Commission)
คณะกรรมการนานาชาติด้านการศึกษาไขมัน(International Society for the Study of Fatty Acids and Lipids)
สถาบันสุขภาพแห่งชาติ(National Institutes of Health)
สมาคมแพทย์ด้านช่วงไกล้คลอดโลก(World Association of perinatal Medicine)