ไลโคปีน (Lycopene)

ไลโคปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความชรา ต้านความเสื่อมของร่างกาย ช่วยการไหลเวียนของเลือด ลดเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยในการมองเห็น และลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง ประเภทต่างๆ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งระบบทางเดินอาหาร มะเร็งเต้านม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มะเร็งต่อมลูกหมาก

tomato

มะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชาย โดยต่อมลูกหมาก เป็นต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อปัสสาวะ เมื่อผู้ชายอายุสูงขึ้นคือ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ลดลง ส่งผลให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากขึ้น ต่อมลูกหมากจึงโตขึ้น และหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะมีโอกาสเกิดมะเร็ง ได้สูงขึ้น ไลโคปีน จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อตาย และลด การแบ่งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

การวิจัยทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่า ไลโคปีน ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ได้ดีเมื่อเทียบกับ ยาฟลูวาสแต ติน(Fluvastatin) จากการทดลองในการต่ายที่กินอาหารไขมันสูง พบว่า เมื่อให้ไลโคปีน 4 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สามารถลดไขมันในเลือดได้

การวิจัยทางคลินิกเฟส 2 กับอาสาสมัคร 46 คน ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก รับประทาน ไลโคปีน ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 15 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน พบว่าให้ผลดีขึ้น 50 %

การศึกษาในอาสาสมัครชาย 47,894 คน นาน 6 ปี เพื่อหาความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารได้ผลว่า ผู้ที่รับประทานมะเขือเทศจะมีความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่า ผู้ที่รับประทานมะเขือเทศน้อยหรือไม่ค่อยได้รับประทาน

จากสถิติพบว่าผู้ที่รับประทานอาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบ แม้แต่ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ก็มักมีอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ รับประทานมะเขือเทศ

ไลโคปีน มีฤทธิ์มากกว่า เบต้า-แคโรทีน ถึง 2 เท่า ในการต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งการเกิดมะเร็ง คนส่วนใหญ่มักจะรู้กันแต่เพียงว่า ไลโคปีน มีมากในมะเขือเทศ ในงานวิจัยของประเทศแถบยุโรป และอเมริกา มีงานวิจัยไลโคปีน เฉพาะในมะเขือเทศ แต่ งานวิจัยไทยล่าสุดพบว่า ไลโคปีน ในผลไม้ไทยที่มีชื่อว่า ฟักข้าว มีไลโคปีน มากกว่ามะเขือกว่าถึง 20-70 เท่า

แหล่งอาหารที่ให้ไลโคปีน จากธรรมชาติ ไลโคปีนพบมากใน ฟักข้าว และมะเขือเทศ โดยเฉพาะในซอสมะเขือเทศ พบว่ามีไลโคปีนมากเป็น 2 เท่าของ มะเขือเทศสด ทั้งนี้เนื่องจาก ความร้อนจะทำให้เซลล์มะเขือเทศแตก และการบดยิ่งทำให้ ไลโคปีน ออกมานอกเซลล์ได้มากขึ้น และสารไลโคปีน ในธรรมชาติจะอยู่ในรูปแบบทรานส์(trans) ทั้งหมด แต่เมื่อถูกความร้อนจะเปลี่ยนเป็นรูปซีส(Cis) ซึ่งจะดูดซึมได้ดีขึ้น ดังนั้น การรับประทานมะเขือเทศหรือฟักข้าวสด ร่างกายจะดูดซึมได้ไม่ดีเท่ากับการรับประทานมะเขือเทศหรือฟักข้าวสุก ด้วยความร้อน แต่ความร้อนที่ใช้ปรุงจะต้องไม่สูงมาก และไม่ให้ความร้อนเป็นเวลานานเกินไป เพราะจะทำให้ไลโคปีน สลายไป

ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Momordica Cochinchinensis Spreng. เป็นพืชวงศ์เดียวกับแตง คือวงศ์ Cucurbitaceae ฟักข้าวมี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ไทย และสายพันธุ์เวียดนาม โดยสายพันธุ์ไทยจะโดดเด่นกว่า คือ จะ ออกผลได้ตลอดปี

ฟักข้าว เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลโคปีน และสารพฤษเคมีอื่นๆ ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้า-แคโรทีน สูงกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และโอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง และการไหลเวียนของเลือด

ในฟักข้าว มีไลโคปีน ชนิดพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน จึงช่วยดูดซึมแคโรทีน ฟักข้าว จึงเป็นแหล่งของไลโคปีน ที่ดีที่สุด

ปริมาณ ไลโคปีน ที่ควรได้รับต่อวัน ปกติแล้วหากในแต่วันเราสามารถรับประทานมะเขือเทศ หรือฟักข้าว ประมาณ 10-15 กรัม ก็จะได้ไลโคปีน เพียงพอ แต่หากไม่ได้รับประทานมะเขือเทศทุกวัน และเป็นผู้ที่เสี่ยงต่อการมีภาวะไขมันสูง ต่อมลูกหมากโต หรือต้องเผชิญกันมลพิษในสิ่งแวดล้อม ก็สามารถรับประทานไลโคปีนเสริมได้

ข้อควรระวัง ไลโคปีนมีความปลอดภัย หากรับประทานไม่เกิน 75 มิลลิกรัมต่อวัน ไลโคปีน เป็นสารที่ละลายในไขมัน จะสะสมไว้ที่ตับ หากสะสมมากเกิน ไปจะทำให้ตัวเหลือง คลื่นไส้ หากรับประทานไลโคปีน ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็ไม่ควรบริโภคมากกว่าปริมาณที่กำหนดไว้บนฉลากบรรจุภัณฑ์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: คู่มืออาหารเสริม, ดร.เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์