Chlorophyll Concentrate 50 mg /100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )

Chlorophyll Concentrate 50 mg /100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )

ราคา 490-

ดูแลผิวพรรณ ระบบขับถ่ายให้สมดุล ขับสารพิษ ( Detoxification ) ลดการติดเชื้อของแบคทีเรีย กระตุ้นการสร้างเม้ดเลือดในรายผู้ป่วยโลหิตจาง

 

Chlorophyll Concentrate 50 mg /100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )คลอโรฟิลล์

คือสารที่ทำให้พืชมีสีเขียวใช้ในการสังเคราะห์แสงของพืช มีโครงสร้างคล้ายฮีโมโกบิลในเม็ดเลือดของมนุษย์  จึงมีผู้เรียกคลอโรฟิลล์ว่าเป็น “The Blood Of  Plants” จากงานวิจัยพบว่า คลอโรฟิลล์มีโครงสร้างเหมือนกับเม็ดเลือดแดงต่างกันตรงแกนกลางของคลอโรฟิลล์ เป็นแมกนีเซียมส่วนเม็ดเลือดแดงเป็นเหล็ก

โดยสูตรโครงสร้างของคลอโรฟิลล์จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับสูตรโครงสร้าง ของสารประกอบ Heme ที่เป็นโครงสร้างหลักของเม็ดเลือดแดงของมนุษย์อย่างมาก ซึ่งผู้ค้นพบสารนี้เป็นคนแรกก็ได้แก่นักวิทยาศาสตร์ชื่อ ฮานส์ ฟิชเชอร์ (Hans Fischer)

 

 

Chlorophyll Concentrate 50 mg /100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )เชื่อ ว่าหากร่างกายของเราได้รับคลอโรฟิลล์เข้าไปก็จะไปเป็นสารตั้งต้นในการสร้าง เม็ดเลือดแดงให้กับร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ในภาวะโลหิตจาง เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วในร่างกายของเราจะมีการสร้างและทำลายเซลล์มากกว่า 2.5 ล้านเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ร่างกายทำงานหนัก เม็ดเลือดแดงในร่างกายก็จะถูกทำลายมากขึ้นตามไปด้วย และร่างกายของเราก็ต้องมีการสร้างขึ้นมาทดแทนในจำนวนเท่าๆกัน ตลอดเวลา แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายของเรามีความบกพร่องในการสร้างเม็ดเลือดแดง สาเหตุอาจจะมาจากการขาดสารตั้งต้นอย่างคลอโรฟิลล์ เมื่อปล่อยให้มีความบกพร่องเป็นระยะเวลานานๆ ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติตามมา เพราะเม็ดเลือดแดงถือเป็นระบบขนส่งอาหารที่สำคัญอย่างมากในร่างกาย

แต่ก็มีข้อโต้แย้งจากกลุ่มเภสัชกรที่ต่อต้านการใช้อาหารเสริมในการ รักษาโรค ออกมาว่าสารสกัดจากคลอโรฟิลล์นั้นไม่สามารถนำไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดงได้ เนื่องจากมันมีองค์ประกอบของโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างจากเม็ดเลือด แดงอย่างสิ้นเชิง เพราะหน้าที่หลักของคอลโรฟิลล์นั้นช่วยในการสังเคราะห์แสงของพืชเท่านั้น ซึ่งจากข้อเท็จจริงนี้ย่อมถูกต้องเพียงบางส่วน เพราะหนึ่งในสารตั้งต้นของการสร้างเม็ดเลือดแดงนั้นคือ คอลโรฟิลล์ โครงสร้างทางเคมีของ คอลโรฟิลล์นั้น มีประเภทที่ละลายในน้ำ และอีกประเภทที่ละลายในไขมัน ซึ่งในส่วนของประเภทที่ละลายในไขมันนั้นทางองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐ อเมริกานั้นไม่รับรองให้รับประทาน แต่ส่วนที่เป็นประเภทที่ละลายในน้ำนั้นสามารถรับประทานได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยกำหนดให้รับประทานได้ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะถ้าหากเกินกว่านั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ เมื่อร่างกายได้รับคลอโรฟิลล์ ก็จะนำโครงสร้างของคลอโรฟิลล์มาเปลี่ยนเป็นโครงสร้างของเม็ดเลือดแดงโดยแลก เปลี่ยนอะตอมตรงกลางระหว่างเหล็กกับแมกนีเซียม ดังนั้นจึงทำให้ผู้ที่ได้รับคลอโรฟิลล์มีระบบการไหลเวียนผลัดเปลี่ยนเม็ด เลือดแดงเพิ่มมากขึ้น

Chlorophyll Concentrate 50 mg /100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )ประโยชน์ของ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของสารคอลโรฟิลล์ที่มีมากมาย ได้ถูกนำไปใช้ในกลุ่มของแพทย์บำบัดในรูปแบบธรรมชาติ นำสารสกัดจากคอลโรฟิลล์ไปรักษาโรคต่างๆมากมาย โดยเก็บเป็นข้อมมูลทางสถิติมากกว่าการออกมาในรูปแบบงานวิจัยเพราะอย่างที่ กล่าววิชาการบางส่วนได้โจมตีและบิดเบือนข้อมูลทางวิชาการบางส่วน รวมถึงสารอาหารเสริมที่ผลิตออกมาในรูปแบบของสารสกัดคอลโรฟิลล์ ทั้งในรูปแบบการชง ชนิดน้ำดื่ม มีการแอบอ้างสรรพคุณที่เกินจริงกว่ามารตฐานการผลิตของตนเอง จึงเป็นจุดอ่อนทำให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคอลโรฟิลล์ ไม่ได้ถูกชี้แจงแบบเป็นหลักวิชาการมากนัก เพราะที่ขายกันตามท้องตลาดมักอ้างว่าเป็นศาตร์การรักษาที่เหมือนยาเทวดาโดย ไม่อ้างอิงความเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งแท้จริงแล้วคุณสมบัติสารสกัดจากคอลโรฟิลล์นั้นมีผลต่อการเพิ่ม ประสิทธิภาพการผลิตของเม็ดเลือดแดง พอเม็ดเลือดแดงของเรามีประสิธิภาพดีขึ้น การทำงานทุกระบบของร่างกายที่ต้องมีการนำอาหาร นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของเซลล์ในร่างกาย ก็ดีตามไปด้วย เพราะเหตุแห่งภาวะป่วยทุกสภาวะโรค ไม่ว่าการขับถ่าย การติดเชื้อ ภูมิต้านทาน อ่อนเพลีย ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยปัจจัยนำพาการขนส่งอาหาร ออกซิเจน จากการไหลเวียนเลือดทั้งสิ้น อยู่ที่ระบบไหนในร่างกายมีการไหลเวียนที่บกพร่องก็จะเกิดสภาวะป่วยในโรคของ ระบบนั้นๆของร่างกาย

Chlorophyll Concentrate 50 mg /100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )

1. Antimutagenic และ Anticarcinogenic activities (antioxidant activity)

Chlorophyll และ chlorophyllin (ซึ่งเป็น derivative ของ chlorophyll) มีฤทธิ์ antimutagenic ในการทดลองแบบ in vitro ต่อ mutagens หลายชนิด รวมทั้ง aflatoxin B1 ด้วย นอกจากนี้ chlorophyll และ chlorophyllin ยังมีฤทธิ์ anticarcinogenic effects ใน model ของสัตว์ทดลองด้วย (1) ทั้งนี้เนื่องมาจาก โมเลกุลของ chlorophyll สามารถจับกับ mutagens และ carcinogens ต่างๆ ได้เป็น complexes และจะลดการดูดซึมของสารก่อมะเร็งเหล่านั้นได้ (2)

2. ฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อ (Fighting infections)

ได้มีการศึกษาถึงฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของ chlorophyll มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 40 ซึ่งผลการทดลองใน in vitro แสดงให้เห็นว่า chlorophyll มีสมบัติเป็น bacteriostatic โดยเฉพาะการติดเชื้อกลุ่ม Streptococci และ Staphylococci ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการติดเชื้อในโรงพยาบาล นอกจากนี้ chlorophyll ยังสามารถกำจัดกลิ่นเหม็นจากบาดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการสร้าง connective tissue ด้วย (3)  สำหรับการใช้ chlorophyll ในมนุษย์ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็น dietary supplements ซึ่งทำให้ chlorophyll มี claims ต่างๆ มากมาย ดังนี้

3. กำจัดกลิ่นที่เกิดจากอวัยวะภายในร่างกาย (Internal Deodorant)

มีการใช้ chlorophyllin ชนิดทาบนแผลเพื่อกลบกลิ่นเหม็นจากบาดแผลมาตั้งแต่ช่วงค.ศ.1940-1950 และต่อมาก็มีการนำมารับประทานในผู้ป่วยที่ทำ colostomies และ ileostomies เพื่อกลบกลิ่นอุจจาระ มี case report ถึงการใช้ใน indication นี้ โดยขนาดของ chlorophyllin ที่ใช้เพื่อกลบกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วย ostomy คือ 100-200 mg/day ในขณะที่มีการศึกษาแบบ placebo-controlled trial หนึ่งที่พบว่าการรับประทาน chlorophyllin ขนาด 75 mg วันละ 3 ครั้ง ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีกว่า placebo ในการกลบกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วย colostomy ยังมีอีกหลาย case reports ที่กล่าวว่า การรับประทาน chlorophyllin 100-300 mg/day จะสามารถลดกลิ่นปัสสาวะและกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วยที่กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะ ไม่อยู่ได้ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ chlorophyllin ในผู้ป่วยที่มีภาวะ trimethylaminuria (ผู้ป่วยที่มีการขับ trimethylamine ซึ่งมีกลิ่นคาวปลาออกจากร่างกาย) ซึ่งการศึกษาในผู้ป่วยชาวญี่ปุ่น 7 คน ที่มีภาวะดังกล่าว พบว่า การให้ chlorophyllin 60 mg รับประทาน 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สามารถลดระดับ trimethylamine ในปัสสาวะได้อย่างมีนัยสำคัญ(2)

 4. ช่วยในการรักษาบาดแผล (Wound Healing)

ในช่วงทศวรรษที่ 40 นั้น มีการวิจัยพบว่า chlorophyllin solutions สามารถชะลอการเจริญของ anaerobic bacteria ในหลอดทดลองได้ และจะสามารถเร่งการหายของแผลในสัตว์ทดลองได้ จึงมีการนำ chlorophyllin ไปใช้เป็นยาภายนอกในรูปแบบ solutions และ ointment ในผู้ป่วยที่มีแผลเปิดเป็นระยะเวลานาน ดังมีการศึกษาในช่วงปลายทศวรรษที่ 40-50 ที่เป็นแบบ uncontrolled ขนาดใหญ่ในผู้ป่วยที่มีแผลหายช้า เช่น มี vascular ulcers และ pressure (decubitus) ulcers พบว่า การทา chlorophyllin สามารถช่วยให้แผลหายได้ดีกว่าการรักษาปกติ ช่วงปลายทศวรรษที่ 50 ได้มีการเติม chlorophyllin ลงไปใน papain และ ointment ที่มี urea เป็นส่วนประกอบในการลดการอักเสบเฉพาะที่ ช่วยให้แผลหายเร็วและกลบกลิ่นที่ไม่ดี ซึ่งตำรับ ointment ของ papain หรือ urea ที่มีการเติม chlorophyllin นี้ ยังคงมีการสั่งจ่ายกันอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา (2)

5. รักษาอาการท้องผูก (Constipation)

ในอดีตพบว่ามีการใช้ chlorophyll ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย โดยการศึกษาในผู้ป่วยสูงอายุ 62 คนที่อยู่ในสถานพักฟื้น พบว่า chlorophyllin มีประสิทธิภาพในการช่วยควบคุมกลิ่นอุจจาระและระบบขับถ่ายของร่างกายให้ดี ขึ้นในภาวะท้องผูกเรื้อรัง และยังช่วยลดอาการแน่นท้องได้ด้วย ซึ่งในการศึกษานี้ไม่พบความเป็นพิษหรือภาวะความเจ็บป่วยอื่นใด (4)

6. ช่วยลดพิษหรืออาการข้างเคียงจากยาบางชนิดได้ (Help protect against some toxins, ameliorate some drug side effects)

Chemotherapeutic drugs เป็นอีกแหล่งหนึ่งของ free radicals ซึ่งจะไปทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ ก่อให้เกิดเป็น side effects ได้ จากฤทธิ์ antimutagenic ของ chlorophyll จึงได้มีการใช้ chlorophyllin เพื่อลด side effect ของ cyclophosphamide โดยมีการศึกษาในหนูถีบจักรถึงประสิทธิผลของ chlorophyllin ในการลด side effect ของ cyclophosphamide และศึกษาว่า chlorophyllin รบกวนประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งของ cyclophosphamide หรือไม่ โดยให้ chlorophyllin ผสมในน้ำดื่ม (1%) 2 วัน หรือให้โดยการป้อน (200 mg/kg) 2 ชั่วโมงก่อนการรักษาด้วย cyclophosphamide (220 mg/kg) ผลพบว่า side effect ของ cyclophosphamide ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและการกดไขกระดูกนั้นลดลงในทั้ง 2 กลุ่ม ในขณะที่ประสิทธิภาพของฤทธิ์ต้านมะเร็งไม่ได้ลดลงเมื่อใช้ chlorophyllin ดังนั้น chlorophyllin จึงให้ผลดีเมื่อใช้ร่วมกับการรักษาด้วย cyclophosphamide 5

7. รักษาภาวะนิ่วชนิด calcium oxalate stone ได้ (Treatment of calcium oxalate stone disease)

มีการศึกษาใน in vitro เกี่ยวกับ chlorophyllin ในรูปสารละลายความเข้มข้น 20 mcg/ml ใน normal urine จะยับยั้งการเกิดผลึกและยับยั้งการโตของผลึก calcium oxalate dehydrate ได้เมื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนการทดลอง ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าอาหารและยาที่มีส่วนประกอบของ chlorophyllin อาจช่วยในการรักษา calcium oxalate stone disease ได้ (6)

 8. ลดอาการของ rhinitis, otitis externa และ otitis media ได้ (Reduce symptoms of rhinitis, otitis externa and otitis media)

Chlorophyll มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สามารถใช้ chlorophyll ในการรักษาบาดแผลที่ติดเชื้อได้ นอกจากการติดเชื้อบริเวณแผลเปิดแล้ว chlorophyll ยังสามารถยับยั้งเชื้อในระบบ otolaryngology ได้ โดยมีการศึกษาในการใช้ chlorophyll ใน 100 cases ของผู้ป่วยที่มีอาการหวัด หรือ acute rhinitis และ rhinosinusitis พบว่า chlorophyll สามารถใช้รักษาการติดเชื้อและการอักเสบบริเวณหูชั้นในแบบเรื้อรังได้ (3)

9. กระตุ้นการสร้างเลือดในผู้ป่วยโลหิตจางได้ (Stimulant blood cell formation in anemia)

Chlorophyll ช่วยกระตุ้นการสร้าง hemoglobin ที่มี oxygen อยู่ และจะสามารถนำไปสร้างพลังงานให้ร่างกายได้ (7) นักวิทยาศาสตร์ได้พบข้อมูลจากการศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะ iron-deficiency anemia ว่าถ้าหากผู้ป่วยได้รับ iron และ chlorophyll ในการรักษาร่วมกัน จะทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงและระดับ hemoglobin เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง และในการศึกษาในสัตว์ทดลองทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้ตั้งสมมติฐานว่า chlorophyll สามารถสร้างเลือดได้โดยเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นไขกระดูก

 

เอกสารอ้างอิง

(1) PDRhealth. Chlorophyll/Chlorophyllin. Standard documentation formats.

Available from : URL : http://www.pdrhealth.com/drug_info/nmdrugprofiles/nutsupdrugs/chl_0069.shtml

(2) Linus Pauling Institute’s Micronutrient Information Center. Chlorophyll and Chlorophyllin. Citing your sources. [cited 2004 July 16]

Available from : URL : http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/phytochemicals/chlorophylls/printchlor.html

(3) Heinerman J. Organic chlorophyll fights infections. Standard documentation formats.

 

Available from : URL : http://www.web-light.nl/AMALGAM/ADVERTEREN/STARROYALE/org_chlorophyl.htm

(4) Young RW, Beregi JS. Use of chlorophyllin in the care of geriatric patients[abstract]. J Am Geriatr Soc 1980; 28(1): 46-7

(5) Te C, Gentile JM, Baguley BC, Pearson AE, Gregory T, Ferguson LR . In vivo effects of chlorophyllin on the antitumour agent cyclophosphamide[abstract]. Int J Cancer 1997; 70(1): 84-9.

 

(6) Tawashi R, Cousineau M, Denis G. Crystallisation of calcium oxalate dehydrate in normal urine in presence of sodium copper chlorophyllin[abstract]. Urol Res 1982; 10(4): 173-6.