Flax Oil Natural Flax Oil 1200 mg / 100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )

Flax Oil Natural Flax Oil 1200 mg / 100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )

ราคา 590 บาท

น้ำมัน Flax oil แบบเทคโนโลยีสกัดเย็น ลดการแข็งตัว ของเลือดและยังช่วยขยายหลอดเลือด มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ที่มีความแรงในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอีถึง 5 เท่า ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม ผมเงา มือนิ่ม ความแข็งแกร่งอดทนของร่างกายดีขึ้น มีกำลังวังชา กระฉับกระเฉง ช่วยลดปัญหาต่างๆ ในช่วงเข้าสู่วัยทอง ป้องกันความอยากรับประทานของหวาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทนทานต่อการเกิดโรคต่างๆ มากขึ้น
Flax oil omega 369 น้ำมันสกัดจากเมล็ดของต้นปอป่าน (Flaxseed Oil) อุดมไปด้วย กรดแอลฟ่า ไลโนลีนิค (Alpha Linolenic Acid หรือ ALA) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์

Flaxseed Oil – ได้มาจากเมล็ดของต้นปอป่าน ซึ่งเต็มไปด้วยกรดแอลฟา-ไลโนลีนิก หรือเอแอลเอ (alpha-linolenic acid (ALA)) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่จัดอยู่ในกลุ่มกรดไขมันโอเมก้า-3 โดยเอแอลเอจะพบมากใน flaxseed oil และน้ำมันที่ได้จากพืชชนิดต่างๆ

ในสภาวะปกติจะมีสมดุลที่เหมาะสมระหว่างโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ในอาหาร เนื่องจากทั้งสองสารจะทำงานไปด้วยกันเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ปกติ โดยกรดไขมันโอเมก้า-3 จะมีหน้าที่หนักคือช่วยลดอาการอักเสบ และกรดไขมันโอเมก้า-6 จะทำให้เกิดการอักเสบ หากมีความไม่สมดุลระหว่างกรดไขมันจำเป็นทั้ง 2 ชนิด จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้นมา

Flax Oil Natural Flax Oil 1200 mg / 100 Softgels ( Puritan ‘s Pride )นอก จากนี้กรดไขมันโอเมก้า-3 ยังสามารถลดการแข็งตัวของเลือด ช่วยขยายหลอดเลือด และ ลดการทำลายเซลล์จากการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย โดยเฉพาะต่อระบบเลือด เช่น ลดการเกิดโรคหัวใจกำเริบ ลดการอุดตันในหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ลดการเกิดข้ออักเสบ หอบหืด ภูมิแพ้ได้ และ flaxseed ยังอุดมไปด้วยสารที่มีชื่อว่า ลิกแนน (lignans) ซึ่งมีมากกว่าพืชชนิดอื่นถึง 75 เท่า โดยลิกแนนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกาย เช่น คุณสมบัติในการต้านเซลล์ผิดปกติ โดยได้มีการทดสอบในสัตว์ทดลองที่เป็นเนื้องอกในเต้านม ซึ่งกิน flaxseed พบว่าภายใน 7 สัปดาห์ เนื้องอกได้ฝ่อลง

ประโยชน์ของ Flaxseed Oil
สามารถลดการแข็งตัวของเลือดและยังช่วยขยายหลอดเลือดอีกทั้งยังลดการทำลาย เซลล์จากการอักเสบที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อร่างกายโดยเฉพาะต่อระบบเลือด
มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ที่มีความแรงในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอีถึง 5 เท่า ดังนั้นจึงมีผลลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน
ใน Flaxseed Oil  ยังมีกรดโอเลอิค (Oleic acid) ที่พบซึ่งเป็นกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 9 ซึ่งออกฤทธิ์คล้ายกับ โอเมก้า 3และ 6
Flaxseed oil ยังอุดมไปด้วยสารลิกแนน (lignans) ซึ่งเป็น Phytoestrogen มีคุณสมบัติออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมน estrogen ช่วยบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนได้ดี ซึ่งสารลิกแนนจาก Flaxseed มีมากกว่าพืชชนิดอื่นถึง75เท่า
ใน Flaxseed Oil กรดแกมม่า ไลโนเลนิค (Gamma Linolenic Acid หรือ GLA) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่พบในในกลุ่มโอเมก้า-6 ที่พบในพืชชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ลดอาการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น กระชับ

Flaxseed มีประวัติยาวนาน เมล็ดแฟลกซ์มีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตมนุษย์มาเป็นเวลานับพันปี มีข้อมูลบ่งชี้ว่า มีการใช้เมล็ดแฟลกซ์เป็นอาหาร มาตั้งแต่สมัยบาบีลอน หรือประมาณ 3,000 ปี
ก่อนคริสตกาล ในยุโรปเมล็ดแฟลกซ์ถือเป็นอาหารที่ใช้ในการบำรุงกำลังมาช้านาน แม้ในปัจจุบันอย่างในประเทศเยอรมันจะหาร้านขนมปังที่ไม่ทำขนมจากเมล็ดแฟลกซ์ และข้าวไรน์นั้นแทบไม่มี เพราะน้ำมันในเมล็ดแฟลกซ์ทำให้ขนมปังนุ่มหอมมัน และยืดอายุการเก็บรักษาไว้ได้นานขึ้น

คณะที่ปรึกษาสมาคมแฟลกซ์ ในประเทศแคนาดา รายงานว่า
ในประเทศเยอรมัน การบริโภคเมล็ดแฟลกซ์มีมากกว่า 60,000 ตันต่อปี เพื่อใช้ทำขนมปัง และซีเรียว โดยประมาณการกันว่าประชากร 1 คน
จะบริโภคเมล็ดแฟลกซ์ คนละอย่างน้อย 1 กิโลกรัมต่อปี
หรือประมาณ 3 กรัมต่อวัน

Mucilage หรือ เมือกจากเมล็ดแฟลกซ์มีประโยชน์ คนโบราณใช้เมล็ดแฟลกซ์เป็นยาระบาย นั่นเพราะเปลือกนอกของเมล็ดจะมีกากมาก ถึง 10% ของเมล็ด เมื่อเปลือกนอกได้สัมผัสกับน้ำ หรือของเหลว จะทำให้ขยายตัว และมีสภาพไหลลื่นเหมือนกาว

การใช้แฟลกซ์เป็นยาระบาย ให้ใช้เมล็ดแฟลกซ์ทั้งเมล็ด
จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ (หรือประมาณ 30 กรัม) ผสมน้ำร้อนเดือด 1 แก้ว
คนให้เข้ากัน ทำให้อุ่น แล้วดื่มในขณะที่ยังไม่ขึ้นอืด มันจะไปอืดในท้องภายหลัง และจะช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ถ้าเป็นโรคท้องผูกอย่างมาก ให้ดื่ม 2 ครั้ง
เช้า และเย็น ก่อนอาหาร
อย่างไรก็ตาม การรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ในลักษณะนี้ ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมคุณค่าต่างๆ ได้ นอกจากเมื่อผิวของมันถูกกะเทาะ
(อาจบดให้แตกก่อนรับประทาน)
นอกจากนี้เมล็ดแฟลกซ์ยังสามารถเป็นตัวการสำคัญ ในการทำหน้าที่รักษาลำไส้ และระบบย่อยอาหาร ที่เกิดจากการรับประทานยาปฏิชีวนะ ยาคุมกำเนิด ยาที่ใช้ในคีโมธาราปี หรือผู้ป่วยที่ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานานๆ ซึ่งจะทำให้ท้องผูก หรือกลัวว่าจะมีสารตกค้างอยู่

Dr.Ernst Schneider กล่าวว่า ลำไส้ของผู้ป่วยที่ต้องฉายคีโมธาราปี จะกลับสู่สภาพเดิมได้เร็วขึ้น เมื่อใช้เมือกแฟลกซ์ช่วย หรือคนไข้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร เมือกแฟลกซ์จะเป็นตัวเคลือบ ทำหน้าที่เหมือนวอลเปเปอร์เคลือบผนังอีกชั้นหนึ่ง

เมื่อ 60 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ไฟเบอร์ หรือเส้นใยอาหาร ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนั้นจึงไม่เห็นความสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากการสีธัญพืชต่างๆ จะเหลือส่วนที่เป็นข้างในไว้เท่านั้น แต่หลังจากพบว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์หรือ เส้นใยอาหารสูง และไม่มีปัญหาในเรื่องท้องผูก หรือโรคอื่นๆ เช่น
Crohn’s diease, diverticultitis และคอเลสตอรอลสูง ซึ่งโรคเหล่านี้พบมากในประเทศที่เจริญทางอุตสาหกรรม ในทันทีที่ค้นพบ ผู้คนเริ่มให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น

ไฟเบอร์ในเมล็ดแฟลกซ์เป็นส่วนประกอบของเปลือก และมีส่วนผสมของน้ำมันที่เป็นเนื้อของเมล็ด ร่างกายของเราไม่อาจย่อยสลายได้หมด แต่แบคทีเรียในลำไส้ใช้เป็นอาหารได้

แฟลกซ์มีไฟเบอร์ อยู่ 2 ชนิด
– soluble ไฟเบอร์ที่ละลายได้
– insoluble ไฟเบอร์ที่ละลายไม่ได้

soluble ไฟเบอร์ที่ละลายได้ : จะมีอยู่ถึง 1 ใน 3 ของเมล็ดแฟลกซ์ มีส่วนช่วยลดคอเลสโตรอล และ ปรับระดับกลูโคสในเลือด จึงเป็นข่าวดีสำหรับคนที่เป็นเบาหวาน

insoluble ไฟเบอร์ที่สารละลายไม่ได้ : จะมีอยู่ประมาณ 2 ใน 3 ของไฟเบอร์ทั้งหมด ไฟเบอร์ตัวนี้ จะทำความสะอาดลำไส้ คล้ายไม้กวาด ทำให้ท้องไม่ผูก

หนังสือ British Journal of Nutrition ได้รายงานว่า กลุ่มคนที่ลองกินเมล็ดแฟลกซ์ ภายใน 4 สัปดาห์ มีน้ำตาลในเลือดลดลงถึง 27% ส่วนระดับคอเลสโตรอลก็ลดลง 7% และการขับถ่ายก็ดีขึ้นด้วย เพราะไฟเบอร์ในแฟลกซ์เป็นตัวช่วยทำให้ขับของเสียออกเร็ว ไม่มีการหมักหมม จนเกิดท๊อกซิก ซึ่งอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

Lignans ฮอร์โมนชนิดหนึ่งในแฟลกซ์ Lignans เป็นพืชชนิด estrogens (phytoestrogens) ซึ่งอาจจะเป็นตัวสำคัญ ในการป้องกัน
มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่

ฮอร์โมนในพืชชนิดนี้ นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาแล้ว ยังเป็นตัวช่วยทำให้กระดูก และเนื้อเยื่อแข็งแรง ทำงานเป็นปกติ ทั้งยังสามารถช่วยป้องกันมะเร็งในถุงน้ำดีได้อีกด้วย

Lignans ยังช่วยขับ estrogen ส่วนเกินให้ออกจากร่างกาย ทำให้ชะลอการเติบโตของ tumor (เนื้องอก) ซึ่งรู้กันว่าผู้หญิงแมกซิกัน ญี่ปุ่น และจีน กินอาหารที่มีไฟเบอร์ และ Lignans สูง จึงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่า หญิงที่บริโภคอาหารแบบอเมริกัน

ยิ่งกว่านั้น เหล่านักวิจัยเชื่อว่า Lignans มีส่วนช่วย และป้องกัน โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอาจรวมถึง โรคหืดหอบ ป้องกันแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อราได้อีกด้วย ทั้งยังช่วยลดโอกาสการเป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และโรควัยทอง (Menopause)

เมล็ดแฟลกซ์ยังมีวิตามิน A, B, B2, C, D และ E และแร่ธาตุอีกมากมาย                เมล็ดแฟลกซ์มีโปรตีนเกือบครบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ กรดอะมิโน ในแฟลกซ์จะผสมกันได้ดีกับส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว หรือ คอตเต๊ตชีส (cottage cheese) ฉะนั้นเมื่อเราบริโภคเมล็ดแฟลกซ์ กับผลิตภัณฑ์นม จะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนครบถ้วน

Golden Flax มีราคาแพงกว่า Brown Flax เพราะขนาดใหญ่กว่า เปลือกอ่อนกว่า ทานได้ง่ายกว่า แต่จะมีปริมาณกรดไขมันจำเป็น (Omega-3) น้อยกว่าสีน้ำตาล นิยมนำมาใส่ใน ซีเรียล (Cereals) ขนมอบ การใส่ใน ซีเรียส (Cereals) ควรกะเทาะ หรือทุบให้เมล็ดแตกเล็กน้อยก่อนรับประทาน

การบด Flaxseed ใช้เอง ไม่ควรบดล่วงหน้าในปริมาณมาก เนื่องจาก น้ำมันใน Flaxseed จะทำปฏิกิริยา Oxidation กับอากาศ โดยมี อากาศ แสง และความร้อน เป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดกลิ่นหืน ซึ่งสารที่ทำให้เกิดกลิ่นหืนนี้ เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ควรรับประทาน

ในปัจจุมีเมล็ดแฟลกซ์บดป่นจำหน่ายอยู่มาก แต่ควรเลือกสินค้าที่บรรจุในถุงฟอยด์ศูนย์อากาศ ซึ่งสามารถป้องกันแสง, อากาศ และความร้อนได้ บรรจุภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยเก็บรักษาเมล็ดแฟลกซ์ให้มีคุณภาพคงเดิมอยู่ได้ แต่ควรดูวันหมดอายุ ไม่น้อยกว่า 3 เดือน เมื่อเปิดห่อแล้ว ต้องเก็บในขวดที่ปิดสนิท เข้าตู้เย็นไว้ และควรใช้ให้หมดภายใน 2-4 สัปดาห์ เมล็ดแฟลกซ์ที่ผลิตจากภูมิประเทศที่มีอากาศเย็นจะมีคุณภาพของน้ำมันโอเมก้า 3 มากกว่า อย่างไรก็ตามควรหลีกเลี่ยง น้ำมันที่ผ่านการ Refined หรือกลั่นกรองด้วยความร้อนสูง

Flax Oil น้ำมันจากเมล็ดแฟลกซ์ เป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง จึงเหมาะกับร่างกายมาก แต่เพราะไขมันไม่อิ่มตัวจะดูดออกซิเจนเร็วมาก ทำให้มีกลิ่นหืน เราจึงต้องใช้น้ำมันนี้ ด้วยความระมัดระวัง คือต้องเก็บในขวดทึบ อากาศและแสงผ่านได้น้อย การปรุงอาหารที่เหมาะกับน้ำมันแฟลกซ์นี้ คือ อาหารที่ไม่ต้องผ่านความร้อน เช่น น้ำสลัด สำหรับผักสด สลัดมันฝรั่ง สลัดแครอท สลัดกะหล่ำปลีขาวหรือแดง

น้ำมันแฟลกซ์ควรเลือกประเภทที่สกัดโดยไม่ผ่านกรรมวิธี และความร้อนสูง (coldpress) ไม่ควรซื้อ เมื่อผ่านการผลิตมาแล้วเกินกว่า 6 เดือน ควรเลือกซื้อขวดเล็ก และใช้ให้หมดภายใน 3 สัปดาห์ หลังเปิดขวดแล้ว

เมล็ดแฟลกซ์มีหลายชนิดอาจแบ่งเป็นหลักๆได้ 2 ชนิด

– เมล็ดแฟลกซ์สีน้ำตาลแดง ขนาดเล็ก เกือบแบน รูปวงรีมีปลายแหลมข้างหนึ่ง ขนาดจะใหญ่กว่าเมล็ดงา มีกลิ่นและรสชาติคล้ายถั่ว มีสารอาหาร และปริมาณน้ำมัน Oil Content สูงกว่าชนิดอื่น

– เมล็ดแฟลกซ์สีเหลือง หรือสีเหลืองทอง เมล็ดจะใหญ่กว่าเล็กน้อย เปลือกจะอ่อนกว่า กลิ่นและรสจะเหมือนกัน เหมาะใช้สำหรับผสมในซีเรียล

ประโยชน์ของการรับประทานเมล็ดแฟลกซ์ และน้ำมันจากเมล็ดแฟลกซ์ เปรียบเทียบระหว่าง ผลทางชีวเคมี กับ ผลการวิจัย เปรียบเทียบกันได้ดังนี้

ผลทางชีวเคมี
1. สามารถปรับกลุ่มไขมันในร่างกายให้เป็นปกติ
2. สามารถปรับความสมดุลของโพรสแกลนดินส์
3. ลดความอยากอาหาร และลดการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในระบบอาหาร
4. รักษาระดับอินซูลิน และน้ำตาลในเลือด
5. มีประสิทธิภาพทำให้เกิดภูมิคุ้มกันร่างกาย
6. เพิ่มเส้นใยอาหาร และอโรบิดแบคทีเรียในการย่อยอาหาร
7. ลดคอเลสโตรอล และไขมันในเลือด
8. ช่วยให้ระบบเมทาโบลิซึมทำงานได้ดีขึ้น
9. เพิ่มระดับ estrogen ในเลือด
10. ส่งเสริมการทำงานของตับ

ผลทางการวิจัย
1. ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม ผมเงา มือนิ่ม ความแข็งแกร่งอดทนของร่างกายดีขึ้น มีกำลังวังชา กระฉับกระเฉง
2. ปรับกล้ามเนื้อให้เข้าสู่สภาพปกติ เช่น ช่วงก่อน และหลังมีรอบเดือน หรือช่วงการเข้าสู่วัยทอง
3. ยับยั้งความอยากรับประทานอาหารจำพวกที่มีคาร์โบไฮเดรตได้
4. ป้องกันความอยากรับประทานของหวาน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงทนทานต่อการเกิดโรคต่างๆ มากขึ้น
5. ช่วยลดอาการอาหารเป็นพิษ กับโรคบางชนิดได้ผลดียิ่งขึ้น
6. ช่วยกระตุ้นให้แบคทีเรียในกระเพาะอาหารทำหน้าที่กำจัดแก๊ส ดูแลระบบการขับถ่ายและการอักเสบของ ทวารหนัก
7. ระบบสูบฉีดโลหิตทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สมองทำงานดีขึ้น คิดอะไรได้ว่องไวขึ้น
8. ช่วยให้ร่างกายสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญไขมันได้ ร่างกายทนต่ออากาศหนาวหรือเย็นได้ดีขึ้น
9. ช่วยลดปัญหาต่างๆ ในช่วงเข้าสู่วัยทอง
10. ลดและ รักษาระดับการสูบฉีดเลือด

Flaxseed — one of the most concentrated vegetarian source of Omega-3 fatty acids found in nature — contributes to heart and while providing an energy source for the body.** Our high-quality natural Flaxseed Oil is dispensed and processed without solvents, under a nitrogen blanket and special yellow lights, then encased in a protective amber-colored gelatin shell to retain its integrity.

No Artificial Flavor or Sweetener, No Preservatives, No Sugar, No Starch, No Milk, No Lactose, No Soy, No Gluten, No Wheat, No Yeast, No Fish, Sodium Free.

Supplement Facts

Serving Size 1 Softgel
Amount Per Serving % Daily Value
Calories 15
Calories from Fat 10
Total Fat 1 g 2%*
Saturated Fat 0 g 0%*
Polyunsaturated Fat <1 g **
Monounsaturated Fat 0 g **
Flaxseed Oil 1,200 mg (1.2 g) **
which typically contains:
Alpha-Linolenic Acid (Omega-3) 540 mg **
Linoleic Acid (Omega-6) 132 mg **
Oleic Acid (Omega-9) 132 mg **
Other Fatty Acids 60 mg **
*Percent Daily Values are based on a 2,000 calorie diet.
**Daily Value not established.

Directions: For adults, take one (1) softgel two to three times daily, preferably with a meal.

Other Ingredients: Gelatin, Vegetable Glycerin, Natural Caramel Color.

WARNING: If you are pregnant, nursing or taking any medications, consult your doctor before use. Discontinue use and consult your doctor if any adverse reactions occur. Keep out of reach of children. Store in a cool, dry place. Do not use if seal under cap is broken or missing.