Garcinia Cambogia 500 mg plus Coconut Oil 500mg 60 softs ( Puritan ‘s Pride )

Garcinia Cambogia 500 mg plus Coconut Oil 500mg 60 softs ( Puritan ‘s Pride )

ราคา 690 บาท

สารสกัดจากส้มแขก + น้ำมันมะพร้าว เร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน กระชับสัดส่วน ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ไม่โทรม สุขภาพแข็งแรงโดยในผลของส้มแขก มีสารสำคัญคือ HCA ช่วยขัดขวางการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสม และสลายไขมันเก่าที่สะสมไปเป็นพลังงาน
ส่วนน้ำมันมะพร้าว เป็นแหล่งพลังงานธรรมชาติและมีกรดไขมันจำเป็นหลายชนิด เป็นกรดไขมันสายปานกลาง ย่อยง่ายทำให้ไม่สะสมตามเซลล์ไขมันเหมือนไขมันชนิดอื่นที่เป็นไขมันสายยาว ทำให้อิ่มเร็วและนาน ในน้ำมะพร้าวมีกรดไขมันที่สำคัญคือ Medium Chain Triglycerides (MCTs) ซึ่งช่วยลดอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของไขมันในร่างกาย อันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง ความดันสูง และโรคหัวใจ อีกทั้งมี วิตามิน E ธรรมชาติ ต้านอนุมูลอิสระ ผิวสดใส

garcinia combogia + coconut puritan detailส้มแขก (Garcenia Cambogia)
เป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีรสเปรี้ยว ช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหาร เป็นที่นิยมนำมาปรุงเพื่อใช้ในการทำอาหารพื้นเมืองทางภาคใต้ อย่างเช่น แกงส้ม ปลาต้มเค็ม ต้มยำ ฯลฯ ส้มแขกเป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย นิยมใช้นำมาประกอบอาหาร ลักษณะของผลส้มแขกคล้ายฟักทองขนาดเล็ก นำมาปรุงเป็นอาหารโดยใช้เพิ่มรสเปรี้ยวให้อาหาร วิธีการก็คือ ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ นำไปตากแห้ง เวลาปรุงอาหาร ใช้เพียงเล็กน้อยก็จะได้รสเปรี้ยวแบบนุ่ม ๆ

Garcinia Cambogia 500 mg plus Coconut Oil 500mg 60 softs ( Puritan ‘s Pride )ส้ม แขก มีสารสำคัญที่มีชื่อว่า Hydroxycitric Acid หรือเรียกสั้นๆว่า “HCA” ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างไขมันจากการ บริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ยังมีกรดอินทรีย์อื่นๆอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น กรดซิตริก (Citric Acid), กรดโดคีคาโนอิค (Dodecanoic Acid), กรดออคตาดีคาโนอิค (Octadecanoic acid) และกรดเพนตาดีคาโนอิค (Pentadecanoic acid)

การค้นคว้าพบว่า สาร HCA หรือ Hydroxy-citric acid ในส้มแขกมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกินในร่างกาย และลดความอยากอาหารได้ จึงได้มีบางคนนำผลส้มแขกมาใช้ในการควบคุมน้ำหนัก สารสกัดจากผลส้มแขกเป็นสารจากธรรมชาติที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย ช่วยลดไขมันสะสมใหม่ที่เกิดจากร่างกายของเรา และช่วยเร่งสลายไขมันเก่าที่สะสมอยู่โดยเฉพาะในคนอ้วน

ส้มแขกสามารถลดไขมันได้เป็นอย่างดี เมื่อรับประทานในช่วงระยะแรก ๆ อาจหิวบ่อย เนื่องจากการทำงานของการ์ซิเนีย มีการเร่งระบบการเผาผลาญอาหาร ช่วงนี้พยายามดื่มน้ำมาก ๆ และหลังจาก 1-2 สัปดาห์ ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับสมดุลพลังงานที่ต้องใช้ต่อวัน นี้จึงเป็นจ้อดีว่า เมื่อหยุดกินส้มแขกแล้วจึงไม่ทำให้กลับมาอ้วนซ้ำอีก นี่คือสิ่งที่ส้มแขกมีมากกว่าความอร่อยคือ สามารถลดไขมันซึ่งเป็นส่วนเกินของร่างกายได้เป็นอย่างดี

สารสกัดจากผลส้มแขก คือ กรดไฮดร๊อกซีซิตริค (Hydroxy Citric Acid) หรือ สารเอชซีเอ (HCA) มีคุณสมบัติในการขัดขวางการเปลี่ยนสารอาหารจำพวกน้ำตาลกลูโคส (Glucose)  ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นสารอาหารจำพวกไขมันสะสมที่เป็นปัญหาของความอ้วน และปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆ
จากการศึกษาพบว่า สารเอชซีเอ (HCA) ที่สกัดได้จากผลส้มแขก (Garcinia Cambogia) หลังจากที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะไปขัดขวางการทำงานของเอ็นไซม์ เอทีพีซิเตรตไลเอส (ATP Citratelyase) ทำให้น้ำตาลกลูโคสที่มีมากเกินความต้องการของร่างกาย ไม่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม (New Fat) ได้ นอกจากนี้ยังพบว่า สารเอชซีเอ (HCA) ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอ็นไซม์คาร์นิทีน เอซิล ทรานสเฟอร์เรส (Carnitine Acyl Transferase)ที่จะส่งผลในการเร่งการสลายไขมันสะสม ที่มีอยู่ในร่างกายให้สลายออกไปเป็นพลังงาน

สารสกัดธรรมชาติจากผลส้มแขกไม่มีอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย ช่วยลดการสะสมของไขมันใหม่ ที่เกิดจากการที่ร่างกายของเรามีสารอาหารน้ำตาลกลูโคสมากเกินความต้องการ ทั้งยังช่วยเร่งการสลายไขมันเก่าที่มีสะสมอยู่ในร่างกายให้ออกไปจากร่างกาย ในรูปของพลังงาน เพิ่มประสิทธิผล ยุทธวิธีสลายไขมันจากสารสกัดธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม หากร่างกายของเราได้รับสารอาหารจำพวกน้ำตาล หรือสารอาหารคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูงมาก ๆ แค่สารเอชซีเอ (HCA) จากผลส้มแขก คงไม่เพียงพอ แนะนำให้รับประทานร่วมกับ สารอาหารเกลือแร่โครเมียมโพลีนิโคติเนต(Chromium Polynicotinate) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเร่งกระบวนการการนำกลูโคสที่มีมากในกระแสเลือดเข้าสู่ เซลล์เพื่อนำไปสลายเป็นพลังงาน เกลือแร่โครเมียมนิโคติเนตนี้ สามารถพบได้ในทุกๆ เซลล์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบโครงสร้างหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ที่ เรียกว่า กลูโคสโทเลอรานซ์แฟคเตอร์ (Glucose Tolerance Factor) หรือ GTF และ GTF นี้ เอง ที่ทำงานร่วมกับฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปสลายเป็นพลังงาน

ผลส้มแขก (Garcinia Cambogia) นั้นได้มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ผลส้มแขก ไม่มีกระบวนการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) ซึ่งจะต่างจากยาที่ช่วยให้ไม่อยากอาหารประเภทอื่นๆ ทั้งนี้ ในงานศึกษาวิจัยในอดีตพบว่าผลิตภัณฑ์ ผลส้มแขก อาจทำการปรับเปลี่ยนระดับหรือปริมาณไขมันในร่างกาย และมีฤทธิ์เชิงบวกต่อพลังงานและการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (Metabolism) ผลส้มแขก จะดึงไขมันสะสมในร่างกายที่มีอยู่เดิมออกมาเป็นพลังงาน ในระหว่างการออกกำลังกายที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน กลไกระงับความอยากอาหารของผลิตภัณฑ์ผลส้มแขก เริ่มจากร่างกายมีการสร้างไกลโคเจน (Glycogen) ขึ้นที่ตับและลำไส้เล็ก การเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นไขมันนั้นจำเป็นต้องใช้เอนไซม์ Adenosine Triphosphate Citrate Lyase มาช่วยในกระบวนการ ผลส้มแขก นั้นสามารถช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าวนี้ได้ชั่วคราว ในขณะเดียวกัน ตับก็จะสร้างไกลโคเจนเพิ่มมากขึ้น และจะส่งสัญญาณความอิ่มไปยังสมอง

ส้มแขก สารสกัดเพื่อสัดส่วนที่สวยงาม ส้มแขก สารสกัดเพื่อสัดส่วนที่สวยงาม ทำได้จริงหรือ???

กลไกการออกฤทธิ์ของ HCA จะออกฤทธิ์ไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ ATP Citrate Lyase ในวงจร Kreb’s cycle (วงจรการย่อยสลายกลูโคสภายในเซลล์ของร่างกาย) ทำให้ยับยั้งการนำน้ำตาล จากอาหารประเภท แป้ง ข้าว และน้ำตาล ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย แต่จะนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่นไม่อ่อนเพลีย เมื่อกระแสเลือดไม่ขาดน้ำตาล ก็จะไม่ทำให้รู้สึกหิว ขณะเดียวกัน ก็จะนำไปสะสมเป็นพลังงานสำรองในรูปของไกลโคเจนที่ตับ ทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีพลังงานสำรองเพียงพอ จึงไม่รู้สึกหิวมาก นอกจากนี้ ยังมีผลไปกระตุ้นให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ไขมันที่สะสมอยู่ลดลง ส่งผลช่วยให้รูปร่างดีขึ้น

จากการนำสารสกัดจากผลส้มแขกมารับประทานเพื่อให้น้ำหนักลดลง พบว่าน้ำหนักตัวอาจจะไม่ลดลงเร็วมากนัก ประมาณ 1 กิโลภายใน 3-4 อาทิตย์ แต่รูปร่างจะดีขึ้น เอว(พุง) ลดลง ความอึดอัดลดน้อยลง เนื่องจากไขมันมีน้ำหนักเบากว่ากล้ามเนื้อ

ขณะที่ใช้สารสกัดจากส้มแขก คุณสามารถ รับประทานอาหารได้ตามสมควร แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันลงบ้าง และเมื่อความรู้สึกหิวน้อยลงจากการที่ร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ แล้วจะทำให้ นิสัยการกินอาหารจุๆ จำนวนมากก็จะค่อยๆ ลดลง และไม่กลับมาอ้วนใหม่

ผลส้มแขก จนถึงบัดนี้ ยังไม่พบผลข้างเคียงหรืออันตรายที่เกิดขึ้นจากการรับประทานตามขนาดที่แนะนำ แต่ไม่ว่าจะลดน้ำหนัก ด้วยวิธีใด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการกินอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ได้ผลเร็วและปลอดภัยกว่ายาใด ๆ ทั้งหมด

จากการศึกษาในอดีตพบว่า ผู้ที่รับประทาน ผลส้มแขก ร่วมกับได้รับ Niacin-bound Chromium และรับประทานไขมันในอาหารในปริมาณที่น้อยลง น้ำหนักจะลดลงกว่าผู้ที่รับประทานอาหารทั่วไปเพียงอย่างเดียวสูงถึงสามเท่า ตัว
ส้มแขกมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่จำหน่ายตามท้องตลาดในขณะนี้ มีแหล่งอยู่ 2 แห่ง คือ

1. อินเดีย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia cambogia Desr. ที่เพิ่มรสเปรี้ยวในอาหารคล้ายของไทย

2. ไทย มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia atroviritis Griff พบมากทางภาคใต้ ใช้ใส่แกงส้มแทนส้มมะนาวหรือส้มอื่นๆ ต้มเนื้อ ต้มปลา ใส่ในน้ำแกง ขนมจีน เพื่อให้ออกรสชาติเปรี้ยวเล็กน้อย ส้มแขก
สรรพคุณส้มแขก
ส้มแขกมีสารที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย คือ Garcinia หรือ HCA ช่วยควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงสุด ในการยับยั้งการสร้างและร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ยับยั้งการอยากอาหาร และช่วยลด Cholesterol ทำให้รูปร่างสมส่วน มีทรวดทรงสวยงาม

Vitamin C ช่วยควบคุมความดันโลหิต ทำให้ผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่ง
เปลี่ยนแป้งและน้ำตาลที่รับประทาน เป็นพลังงานไกลโคเจนแทนการสะสมในรูปไขมัน
ร่างกายใช้พลังงานไกลโคเจนได้ในระดับที่ต้องการ ทำให้รู้สึกอิ่ม ผลโดยร่วมทำให้ไขมันลดลง กินอาหารน้อยลง
สารสกัด HCA จะช่วยขับของเสียในร่างกายออกมา
ไม่ออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง
ไม่เกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่เรียกว่า YO–YO EFFECT (คือเลิกทานยาลดน้ำหนักแล้วกลับมาอ้วนอีก)

garcinia-combogia-with-coconutสรรพคุณของส้มแขกในตำรายาแผนโบราณ ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยานั้นมีการวิจัยว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อรา และฤทธิ์ลดน้ำหนักร่างกาย เป็นต้น ซึ่งในฤทธิ์ลดน้ำหนักนั้นมีงานวิจัยจากโรงพยาบาลรามาธิบดี 1 ฉบับ รายงานว่าสาร hydroxy citric acid (HCA) ที่อยู่ในผลส้มแขก และปรับให้อยู่ในรูปผลิตภัณฑ์ขนาดบรรจุซอง 1.65 กรัม โดยมี HCA อยู่ 70% หรือประมาณ 1.15 กรัม โดยศึกษาในสตรีที่มี BMI (ดัชนีมวลกาย) > 25 กก./ม2 จำนวน 42 คน โดยให้รับประทานครั้งละ 1 ซอง ผสมกับน้ำก่อนอาหาร วันละ 3 ครั้ง นาน 2 เดือน พบว่าการสะสมของไขมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายลดลง 4.9% น้ำหนักไขมันที่หายไป 16.2% น้ำหนักร่างกายลดลง 3.9% ดัชนีมวลกายลดลง 3.27% และเมื่อสิ้นสุดการทดลองผลของค่าชีวเคมีในเลือดไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าไม่ทำให้เกิดพิษ หากรับประทานในขนาดที่กำหนด ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีการศึกษารายงานด้านความเป็นพิษของส้มแขก

garcinia + coconutในปัจจุบัน ส้มแขกได้มีการนำไปสกัดทำเป็นผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก หลายรูปแบบ เช่น แบบผง แบบเม็ด ชาส้มแขก ส้มแขกแคปซูล โดยจะมีขนาดตั้งแต่ 300-600 มิลลิกรัม และจะมีเนื้อส้มแขกประมาณ 250-500 มิลลิกรัม และมีปริมาณ HCA ประมาณ 60-70% โดยจะแตกต่างกับส้มแขกบดแห้งบรรจุแคปซูลธรรมดาที่ไม่ได้ผ่านการสกัด ซึ่งจะมีปริมาณของ HCA เพียง 30% เท่านั้น โดยวิธีการรับประทาน สารสกัดส้มแขก ให้รับประทานก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ครั้งละ 1,000-1,200 มิลลิกรัม (ถ้าเม็ดละ 300 mg. ก็ใช้ 3-4 เม็ด) วันละ 3 ครั้งจะช่วยทำให้ยาดูดซึมได้ดีที่สุด

คำแนะนำ : สำหรับผลิตภัณฑ์สารสกัดส้มแขกมีปริมาณ HCA ที่สูง ไม่ควรใช้กับสตรีตั้งครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตร เพราะสารชนิดนี้จะไปรบกวนการสร้าง Fatty Acid, Acetyl coenzyme A รวมไปถึง Cholesterol ซึ่งอาจส่งผลต่อการสร้าง Steroid Hormone ได้นั่นเอง และสำหรับบุคคลทั่วไปการรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจมีอาการข้างเคียงต่อ ระบบทางเดินอาหารได้
สรรพคุณภูมิปัญญาชาวบ้าน
-ช่วยแก้อาการไอ (ดอก)
-สรรพคุณส้มแขกใช้เป็นยาขับเสมหะ
– ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ดอกตัวผู้แห้งต้มกับน้ำ (อัตราส่วน 7ดอก : น้ำ 1 ลิตร) เติมน้ำครั้งที่สองใส่ดอก 3 ดอกต่อน้ำ 1 ลิตร โดยไม่ต้องทิ้งดอกที่ต้มในครั้งแรก แล้วนำมาดื่ม (ดอกตัวผู้)
-ใช้เป็นยาสมุนไพรช่วยฟอกโลหิต
– ใช้ทำเป็นยาแก้กระษัย ด้วยการนำมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำผสมกับรามังคุดและรากจูบู (ราก)
-ตำรายาพื้นบ้านใช้ส้มแขกทำเป็นยาบรรเทาอาการปวดท้องในสตรีมีครรภ์
– ส้มแขกสรรพคุณใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ
-ใบสดน้ำมารับประทานช่วยแก้อาการท้องผูก (ใบ)
– มีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ
-รากใช้ทำเป็นยารักษานิ่ว ด้วยการนำมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำผสมกับรามังคุดและรากจูบู (ราก)
– ผลส้มแขกสรรพคุณช่วยลดความอยากอาหาร ความรู้สึกหิวอาหาร
– ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญอาหาร
-ช่วยดักจับแป้งและไขมันจากอาหารที่รับประทานเข้าไป
-สารสกัดจากส้มแขกช่วยทำให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนไหวตัวได้เร็วขึ้นและขับไขมันออกมา
– ส้มแขกลดน้ําหนัก เนื่องจากผลส้มแขกมีกรดมีกรดไฮดรอกซีซิตริก (HCA) มีสรรพคุณในการช่วยลดน้ำหนักและช่วยลดไขมันส่วนเกินของร่างกายได้
-มีคุณสมบัติช่วยสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงของคาร์โบไฮเดรต (อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล) ไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้ แต่จะนำไปเป็นพลังงานให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย
ส้มแขกลดความอ้วน ช่วยกระตุ้นให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมในร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆของร่างกายลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักลดลงอย่างช้าๆ ประมาณ 1 กิโลกรัมภายใน 3-4 อาทิตย์

garcinia + coconut-horzน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นคืออะไร??

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น คือ น้ำมันที่สกัดมาจากเนื้อมะพร้าวโดยไม่ผ่านความร้อนและไม่ผ่านกระบวนการทาง เคมี ซึ่งน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ หรือ Virgin Coconut Oil จะมีลักษณะใส ไม่มีสี ไม่มีตะกอนและสามารถรับประทานได้

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

        น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นอุดมไปด้วยกรดลอริค (Lauric Acid) ซึ่งกรดนี้สามารถพบได้ในน้ำนมแม่ ในทารกแรกเกิดนั้นยังมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ จึงต้องอาศัยกรดลอริคจากน้ำนมของแม่ในการสร้างภูมิคุ้มกัน ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริคอยู่สูงประมาณ 48% – 53%  ซึ่งกรดลอริคนี้ เป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่มีคุณสมบัติทางด้านสุขภาพและความงามที่ดีที่สุดตัว หนึ่ง

น้ำมันมะพร้าวกับผิวพรรณ

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมาทาผิวหน้า จะสามารถช่วยขจัดแบคทีเรียได้ ทำให้ลดการเกิดสิว ฝ้า และริ้วรอยบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นของผิวไว้ ทำให้ผิวดูมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง ดูมีสุขภาพดี น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นไม่ผ่านขบวนการ RBD จึงทำให้ยังมีวิตามินอีอยู่ เมื่อใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นทา ใบหน้าและผิวเป็นประจำ จะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ซ่อมแซมผิวในส่วนที่สึกหรอ ช่วยลบเลือนริ้วรอยที่เกิดจากสิวและจุดด่างดำต่างๆได้เป็นอย่างดี

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นสามารถใช้เป็นคลีนซิ่งออยเช็ดล้างเครื่องสำอางค์บน ใบหน้าได้อย่างดีอีกด้วย โดยเราสามารถใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเช็ดเครื่องสำอางค์ออก แล้วใช้โฟมล้างหน้าที่ใช้เป็นประจำทำความสะอาดอีกที่ เพื่อล้างความมันของน้ำมันออกไป ก็จะได้ผิวหน้าที่ใสสะอาดไม่แพ้คลีนซิ่งออยราคาแพงที่ขายอยู่ในท้องตลาด แถมยังได้บำรุงผิวหน้าไปพร้อมๆกันอีกด้วย

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นมีความเป็นธรรมชาติ ทำให้อ่อนโยนต่อใบหน้าและร่างกาย ในผู้ที่มีผิวหน้าที่บอบบางแพ้เครื่องสำอางค์ง่ายก็สามารถลองใช้ได้

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นกับการควบคุมน้ำหนัก

น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นกรดไขมันสายปานกลาง ซึ่งไม่ต้องอาศัยเอนไซม์จากตับอ่อนในการย่อย จึงสามารถย่อยได้ง่ายกว่าไขมันชนิดอื่นๆ เมื่อทานน้ำมันมะพร้าวจะทำให้เรารู้สึกอิ่มง่าย และอิ่มนานกว่าปกติเหมือนการทานไขมันชนิดอื่นๆ แต่ว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นจะมีปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำกว่า อีกทั้งยังไปกระตุ้นให้ร่างกายของเราหลั่งสารเล็ปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวที่จะคอยสั่งให้เราหยุดทาน เคยมีการทดสอบที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิน โดยนำสุภาพสตรีที่ไม่ได้มีการควบคุมน้ำหนักมาทานอาหารที่ผสมน้ำมันมะพร้าวลง ไป ผลที่ได้คือทำให้เธอทานอาหารลดลง โดยที่จะให้ได้ผลเช่นนี้ให้ใช้ปริมาณน้ำมันมะพร้าวเพียงวันละ 15 มิลลิลลิตรก็พอแล้ว

การทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเราสามารถนำไปประกอบอาหารแทนน้ำมันพืชที่เรา เคยใช้เป็นประจำได้ แรกๆเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับกลิ่นหอมอ่อนๆของมัน แต่ถ้าทานเป็นประจำก็จะชินไปเอง การที่น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมีกลิ่นหอมอ่อนๆเพราะว่าไม่ได้ใส่สารและผ่าน ขั้นตอนในการกำจัดกลิ่นเหมือนน้ำมันพืชที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้อย่างนึงว่ายังบริสุทธิ์ไร้สารเคมี เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นผสมกับเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่เป็นประจำก็ได้

ทั้งนี้การควบคุมน้ำหนักต้องทำควบคู่ไปหลายๆวิธี ทั้งควบคุมอาหาร เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และที่สำคัญหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราสามารถควบคุมน้ำหนักและมีสุขภาพที่แข็งแรงได้

น้ำมันมะพร้าวช่วยแก้ปัญหาโรคเบาหวานได้

ที่มา:หนังสือ “น้ำมันมะพร้าวป้องกันโรคเบาหวานได้อย่างไร” โดย ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา หน้า 16 – 18

เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของเรา ต้องการน้ำตาลตลอดเวลา เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการเมตาบอลิสซึม เพื่อสร้างพลังงานในการดำรงชีวิต และซ่อมแซมส่วนสึกหรอ หากไม่ได้น้ำตาลอย่างเพียงพอเซลล์จะตาย และส่งผลให้เกิดโรคต่างๆได้ น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันชนิดเดียวในโลกที่สามารถแก้ปัญหาของโรคเบาหวานได้ โดยทำหน้าที่ต่อไปนี้

– เป็นอาหารให้แก่เซลล์

อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยนำน้ำตาลจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ แม้ว่ากระแสเลือดจะมีน้ำตาลมาก แต่หากขาดอินซูลิน เซลล์ก็ไม่ได้น้ำตาล
น้ำตาล กลูโคส (Glucose) (ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ร่างกายใช้หล่อเลี้ยงเซลล์) และกรดไขมันขนาดยาว (Long-chain fatty acids – LCFAs, C18 – 24) มีปัญหาเหมือนกันอยู่อันหนึ่ง นั่นคือไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ได้ด้วยตนเอง เพราะมีโมเลกุลขนาดใหญ่ จำต้องมีอินซูลินเป็นตัวพาเข้า แต่น้ำมันมะพร้าวประกอบด้วยกรดไขมันขนาดกลาง (Medium-chain fatty acids – MCFAs, C 6-12) ที่มีขนาดเล็กกว่ามาก จึงเข้าไปในเซลล์ได้โดยไม่ต้องมีอินซูลินเป็นตัวพาเข้า อีกทั้งน้ำมันมะพร้าวยังสามารถใช้เป็นอาหารหล่อเลี้ยงเซลล์ได้ ส่งผลให้เซลล์มีอาหารโดยไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ดังนั้นไม่ว่าร่างกายจะสร้างอินซูลินได้ไม่พอหรือเซลล์ไม่ตอบสนองต่อ อินซูลินก็ไม่เป็นปัญหา

เมื่อเข้าไปในเซลล์ได้แล้ว MCFAs จะรวมตัวกับคารนิทีน (carnitine) ในเซลล์เพื่อนำกรดไขมันผ่านเยื่อบุสองชั้นของไมโตคอนเดรีย (mitochondria) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเตาเผาเชื้อเพลิงเพื่อให้เกิดพลังงาน ดังนั้นเซลล์จึงมีอาหารอย่างเพียงพอเพียง ทำให้เนื้อเยื่อต่างๆมีสุขภาพดี และเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ช่วยให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงเสื่อม สรุปได้ว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยให้ระบบไหลเวียนและสุขภาพของหัวใจของผู้ป่วยเบา หวานดีขึ้น

ตรงกันข้ามกับความเชื่อที่มีอยู่แต่เดิม น้ำมันมะพร้าวไม่ใช่ตัวการไปทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวและตีบตัน แท้ที่จริงแล้วมันช่วยเปิดหลอดเลือดให้กว้างขึ้นด้วยเสียซ้ำ นอกจากนั้นการที่เซลล์ไม่ได้รับอาหาร ทำให้ระบบประสาทถูกทำลาย (neuropathy) ไม่มีความรู้สึก จนแขนขาชา แต่เซลล์สามารถใช่น้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการแขนขาชา จะหลับมามีความรู้สึกอีกครั้งได้หลังจากบริโภคน้ำมันมะพร้าวเพียงไม่กี่ สัปดาห์ ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นยาวิเศษชนิดเดียวที่แก้โรคระบบประสาทถูกทำลาย ได้โดยไม่มีอันตรายใดๆ
ผลอันหนึ่งของการเป็นโรคเบาหวานคือการขาดพลังงาน ทั้งนี้เพราะเซลล์ไม่ได้รับน้ำตาลอย่างพอเพียง เมื่อปราศจากน้ำตาลที่จะให้พลังงานแก่กิจกรรมของเซลล์ เมตาบอลิสซึมก็ช้าลง เป็นผลให้ร่างกายเหนื่อยอ่อน เซื่องซึม แต่น้ำมันมะพร้าวช่วยให้เซลล์ได้รับพลังงานอย่างพอเพียง จึงทำให้ผู้ป่วยเบาหวานกลับมามีพลังขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรใช้ในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการคีโตซีส (ketosis)

– เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างและตอบสนองต่ออินซูลิน

นอกจากจะทำให้เซลล์ได้รับอาหารอย่างเพียงพอแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังแก้ปัญหาให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยการเพิ่มประสิทธิภาพของตับอ่อนในการสร้างอินซูลิน ทำให้ร่ากายมีอินซูลินอย่างเพียงพอสำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 และเซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้น ทำให้ไม่ต้องใช้อินซูลินมากกว่าปกติ (สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2) ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวทำหน้าที่ต่อไปนี้

– ช่วยกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิสซึม

ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะถูกแนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อช่วยควบคุมปริมาณของน้ำตาลในเลือด ทั้งนี้เพราะการออกกำลังกายไปช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิสซึมที่ส่งผลให้เพิ่ม การผลิตอินซูลินและการดูดน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่า น้ำมันมะพร้าวสามารถกระตุ้นการทำงานของต่อมธัยรอยด์ จึงช่วยเพิ่มอัตราเมตาบอลิสซึม ส่งผลให้มีการเพิ่มการผลิตอินซูลิน และการดูดซึมน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดความจำเป็นที่จะต้องพึ่งสารอินซูลินในการ รักษาโรคเบาหวาน น้ำมันมะพร้าวจึงช่วยผู้ป่วยโรคเบาหวานไปได้อีกทางหนึ่ง

– ช่วยให้ตับอ่อน กลับมาสร้างอินซูลินได้อีกครั้ง

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสามารถทดแทนอาหารของเซลล์ได้โดยไม่ต้องพึ่ง อินซูลิน ทำให้ความต้องการเอนไซม์ที่ใช้ในการผลิตอินซูลินในตับอ่อนลดลง จึงช่วยลดความเครียดให้แก่ตับอ่อนในขณะรับประทานอาหาร ซึ่งมีการผลิตอินซูลินอย่างเต็มที่ ทำให้ตับอ่อนเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และกลับมาสร้างอินซูลินได้ดังเดิม
กรดลอริก (lauric acid, C – 12, 48-53%) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของน้ำมันมะพร้าว มีฤทธิ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของตับอ่อนในการสร้างอินซูลิน นอกจากนั้นกรดไขมันขนาดกลางชนิดอื่นๆ ได้แก่กรดคาโปรอิก (capric acid, C – 10.7%) กรดคาปริลิก (caprylicacid, C – 8.8%) และกรดคาโปรอิก (caproic acid, C – 6.05%) ในน้ำมันมะพร้าวต่างก็ช่วยกันเร่งกระบวนการเมตาบอลิสซึม ส่งผลให้เพิ่มการสร้างอินซูลิน และการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ (Fife 2005)

– เพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน

ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน น้ำมันมะพร้าวจะช่วยอาการนี้ได้ โดยการทำให้เซลล์เปิด”ประตู” ให้รับน้ำตาลเข้าไปในเซลล์ได้มากขึ้น ทำให้ไม่จำเป็นที่ตับอ่อนจะต้องสร้างอินซูลินมากเกินความจำเป็น
สรุปก็ คือ น้ำมันมะพร้าวช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวาน กลับมาสร้างอินซูลิน และปรับเปลี่ยนให้เซลล์ตอบสนองอินซูลิน ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงแก้โรคเบาหวานทั้งสองชนิดได้ ผู้ป่วยที่มือเท้าสูญเสียความรู้สึก กลับมามีความรู้สึกได้เมื่อเติมน้ำมันมะพร้าวในอาหารเพียงไม่กี่สัปดาห์

– ช่วยปรับระดับของน้ำตาลในกระแสเลือด

มีการศึกษาพบว่า น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดได้ (Garfinkel, et al. 1992; Han et al. 2003) ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวจะอิ่มนานขึ้น (หรือหิวช้าลง) จึงเปิดโอกาสให้น้ำตาลกระจายออกไปในกระแสเลือดอย่างช้าๆ เป็นการปรับระดับของน้ำตาลในเลือดได้โดยอัตโนมัติ อีกเหตุผลหนึ่งเกิดจากการที่น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มการสร้างอินซูลิน และการตอบสนองของเซลล์ต่ออินซูลิน มีรายงานว่า ผู้ป่วยที่เติมน้ำมันมะพร้าวลงไปในอาหาร ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงทั้งที่บริโภคอาหารที่มีน้ำตาลเข้าไป
ตาม ปกติ หลังจากรับประทานอาหาร ผู้ป่วยจะมีน้ำตาลในเลือดมาก ปริมาณน้ำตาลที่สูงนี้ สร้างปัญหาต่อสุขภาพ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ป่วยจึงต้องตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ หากมีน้ำตาลในเลือดสูง จำต้องฉีดอินซูลินเพื่อลดน้ำตาล การบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะช่วยลดการนำน้ำตาลเข้าไปในกระแสเลือด จึงช่วยปรับระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ ผู้ป่วยบางคนสามารถควบคุมและลดปริมาณน้ำตาลในเลือดโดยการเติมน้ำมันมะพร้าว ในอาหาร (Fife 2006) การบริโภคน้ำมันมะพร้าว 2 – 3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ภายใน 30 นาที
ในกรณีที่เซลล์ไม่ตอบสนอง ต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลเข้าไปในเซลล์ไม่ได้ เซลล์จะส่งสัญญาณว่ามันกำลังขาดอาหาร เมื่อได้รับสัญญาณนี้ ตับอ่อนจึงพยายามเพิ่มการผลิตและส่งอินซูลินให้มากขึ้น ทำให้มีระดับอินซูลินในเลือดมากขึ้น การที่มีทั้งอินซูลิน และน้ำตาลในกระแสเลือดมากขึ้น ทำให้เกิดอาการที่เคยเรียกว่า Syndrome X แต่ปัจจุบัน เรียกว่า Metabolic Syndrome และปัญหาสุขภาพอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ แต่เมื่อน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในเซลล์ได้ สัญญาณที่ส่งไปที่ตับอ่อนจะปิดลง ทำให้อินซูลินกลับสู่สภาวะปกติ อันนำไปสู่การลดภาวะเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวาน และปัญหาการมีน้ำตาลในเลือดสูง
Metabolic Syndrome เป็นกลุ่มอาการผิดปกติ ที่เพิ่มความเสี่ยงจากการที่เป็นโรคอ้วน และขาดการออกกำลังกาย ตลอดจนการไม่ตอบสนองต่ออินซูลินของเซลล์ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดน้ำตาลไปคั่งในกระแสเลือด จึงไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคเบาหวาน

– ช่วยใช้น้ำตาลอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยสร้างความทนทานต่อการมีน้ำตาลสูง

มีรายงานว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินและปรับปรุงการเกาะ ติด (binding affinity) ของอินซูลินกับเซลล์ดีกว่าน้ำมันอื่นๆ (Ginsberg, 1982 และ Yost and Eckel, 1989) จึงทำให้เซลล์ใช้ประโยชน์ของน้ำตาลอย่างมีประสิทธิภาพ (Garfinkel, et al. 1992) MCFAs ในน้ำมันมะพร้าวเป็นตัวการสำคัญในการทำหน้าที่ดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยยังพบอีกว่า น้ำมันมะพร้าวยังช่วยสร้างความทนทานต่อการมีน้ำตาลสูง (glucose tolerance)

– ช่วยลดค่า Glycemic Index ของอาหาร

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส ทำให้เลือดมีระดับน้ำตาลสูงขึ้น อาหารบางอย่างสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าอาหารอื่นๆ ค่า Glycemic Index (GI) เป็นตัววัดผลของอาหารแต่ละอย่างต่อการเกิดน้ำตาลในเลือด ของหวานและอาหารพวกแป้ง เช่น ขนมปังและน้ำตาล มีค่า GI สูง จึงยกระดับน้ำตาลในเลือดได้สูง ผลไม้ที่หวานมากๆ เช่น กล้วย ลำไย ลิ้นจี่ ก็มีค่า GI สูงเช่นกัน ผู้ป่วยจำเป็นต้องจำกัดอาหารที่มีค่า GI สูงๆ ที่จะบริโภค แต่น้ำมันมะพร้าวไม่มีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือด และมีค่า GI ต่ำมาก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเติมน้ำมันมะพร้าวลงในอาหารประเภทลูกกวาดและอาหารแป้ง มันสามารถทำให้ค่า GI ของอาหารเหล่านั้นต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การเติมน้ำมันมะพร้าวลงในอาหารที่คุณรับประทาน จะช่วยให้ค่า GI ของอาหารจานโปรดของคุณต่ำลงได้ และช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือดได้ดี ทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวแก้ปัญหาได้โดยปรับการทำงานในระดับของเซลล์

ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวอีกนานับประการ

– น้ำมันมะพร้าวช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
หากร่าง กายขาดแคลเซี่ยมและแม็กเนเซี่ยม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง เกิดอาการกระดูกเปราะ แตกหักง่าย การรับประทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซับแคลเซี่ยมและ แม็กเนเซี่ยม จึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

– น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์กับทารกและตัวอ่อนในครรภ์
เพราะ น้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายดูดซับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย หากผู้ที่กำลังจะเป็นคุณแม่รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยน้ำมันมะพร้าว ทารกจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างพอเพียง นอกจากนั้นในน้ำมันมะพร้าวยังประกอบด้วยกรดลอริค ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้ในน้ำนมแม่ การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหาร และกรดลอริคนี่เองที่มีอำนาจในการฆ่าเชื้อโรค ทำให้ทารกแข็งแรงมีภูมิคุ้มกัน

– น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์กับผู้มีปัญหาเรื่องตับ
จาก ที่กล่าวแล้วว่าคนเราจำเป็นต้องรับประทานไขมัน แต่น้ำมันส่วนมากเป็นกรดไขมันสายยาวจึงย่อยยาก ต้องอาศัยน้ำดีและเอนไซม์จากตับเป็นตัวช่วยย่อย กระบวนการการย่อยไขมันจะเกิดที่ลำไส้ ผู้ที่เป็นเบาหวานตับอ่อนบกพร่อง หรือผู้ที่เคยผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกจะรู้กันดีว่ามีปัญหาเรื่องย่อยไขมัน สำหรับน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันสายปานกลาง ย่อยง่ายสามารถย่อยได้แม้ในกระเพาะอาหาร น้ำมันมะพร้าวจึงมีประโยชน์มากกับผู้มีปัญหาเรื่องตับ

– น้ำมันมะพร้าวถูกใช้เป็นอาหารเสริมกำลังแก่นักกีฬา
ด้วย ความที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้สร้างเป็นพลังงานได้เร็ว น้ำมันมะพร้าวจึงถูกนำไปทำเป็นอาหารบำรุงกำลังแก่นักกีฬาทั้งแบบชงดื่มและ แบบแท่ง ทั้งนี้ไม่เป็นการผิดกฏ เนื่องจากการใช้น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มพลังงานไม่มีผลตกค้างและผลข้างเคียง แบบการใช้ยาหรือการใช้สารกระตุ้น

– น้ำมันมะพร้าวกับการทำงานของต่อมไทรอยด์
บาง ขณะการทำงานของต่อมไทรอยด์ติดอยู่ในอัตราที่ต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนามของปัญหาไทรอยด์ต่ำ การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจะช่วยบู๊สท์พลังงานให้กับต่อมไทรอยด์ เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวให้พลังงานสูง ดูดซับเร็ว จึงสามารถกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์กลับมาทำงานในอัตราปรกติได้

– น้ำมันมะพร้าวช่วยปกป้องคุ้มครองไต
โรค ไตเป็นสภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน ไตวายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เสียชีวิตของโรคเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้รับการควบคุมเป็นเวลานานปัญหาการไหลเวียนจึง เกิดขึ้น สร้างความเสียหายให้กับเส้นเลือดเล็กๆที่ไต มีหลักฐานว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันไตจากความเสียหาย และช่วยให้กลับมาทำงานได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างจากงานศึกษาชิ้นหนึ่ง สภาวะไตวายถูกทำให้มีขึ้นในสัตว์ทดลอง กลุ่มที่ได้รับน้ำมันมะพร้าวมีความเสียหายร้ายแรงเกิดขึ้นกับไตน้อยกว่า และมีอายุอยู่ได้นานกว่า นักวิจัยสรุปว่าน้ำมันมะพร้าวมีผลในการช่วยป้องกันไต ถ้าความเสียหายไม่รุนแรงจนเกินไป น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นอย่างถาวร น้ำมันมะพร้าวจะช่วยไม่ให้อาการเลวร้ายลงกว่าเดิม

– น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ
น้ำมัน มะพร้าวเมื่อแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระจะมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค การรับประทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจะทำให้เชื้อโรคร้ายต่างๆในร่างกายของ เราลดลง ทำให้ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย การฆ่าเชื้อของน้ำมันมะพร้าวไม่เหมือนกับการฆ่าเชื้อด้วยยาปฎิชีวนะ จึงไม่ทำให้เชื้อเกิดการดื้อยา นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังช่วยขับถ่ายพยาธิอีกด้วย

– น้ำมันมะพร้าวกับปัญหาเชื้อรา
เชื้อ ราในที่นี้มีชื่อว่าเชื้อราแคนดิดา คุณผู้หญิงจะรู้จักมันในรูปแบบของเชื้อราในช่องคลอด บรรดาคุณพ่อคุณแม่จะรู้จักมันในรูปแบบของเชื้อราที่เกิดตามปากและช่องคอของ เด็กอ่อน หรือเชื้อราตามผิวหนังที่เกิดภายใต้ความอับชื้นของผ้าอ้อม ปกติเชื้อราแคนดิดาอาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์อย่างไม่มีพิษภัย เนื่องจากถูกสารที่เกิดจากแบ็คทีเรียชนิดดีคอยควบคุมไว้ จึงมีจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อเรารับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะ ยาปฏิชีวนะ จำพวกสเตียรอยด์ (คอร์ซิโตน, เอทีซีเอช, เพร็ดนิโซน, และยาคุมกำเนิด) ยาพวกนี้จะฆ่าแบ็คทีเรียในลำไส้ของเราไม่ว่าเป็นชนิดดีหรือชนิดร้าย แต่ไม่ฆ่าเชื้อราแคนดิดา เมื่อไม่มีแบ็คทีเรียคอยควบคุม เชื้อราแคนดิดาจะทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างของตัว เองเป็นราหลายเซลฝังตัวลงในลำไส้ ทำให้ลำไส้เป็นแผล เกิดโรคลำไส้อักเสบ น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราพวกนี้ และสามารถคืนความสมดุลให้กับลำไส้เมื่อเรารับประทานเป็นประจำ

– น้ำมันมะพร้าวช่วยแก้ปัญหาการอักเสบเรื้อรัง
ท่าน ที่มีปัญหาไม่สบายเนื้อตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ผิวหนังมีอาการแพ้หรืออักเสบเรื้อรังเป็นรอยด่างดำ มีการอักเสบที่ระบบทางเดินอาหารทำให้ท้องเสียเรื้อรัง การรับประทานน้ำมันมะพร้าวทุกวันสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะน้ำมันมะพร้าวจะเข้าไปช่วยสร้างความสมดุลในระบบทางเดินอาหารเช่นใน กระเพาะและลำไส้ ช่วยลดจำนวนของแบ็คทีเรียร้าย และทำให้แบ็คทีเรียชนิดดีเพิ่มปริมาณมากขึ้น

– น้ำมันมะพร้าวไม่ทำอันตรายแบ็คทีเรียชนิดดีในลำไส้
ใน ร่างกายของคนเรา ส่วนมากในลำไส้จะประกอบด้วยแบ็คทีเรียชนิดที่เป็นคุณและเป็นโทษกับร่างกาย แบ็คทีเรียชนิดดีจะคอยควบคุมของปริมาณของแบ็คทีเรียร้ายไม่ให้มีมากเกินไป การรับประทานยาบางชนิดจะไปฆ่าแบ็คทีเรียทั้งชนิดที่เป็นโทษและเป็นคุณกับ ร่างกาย การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจะไม่ฆ่าแบ็คทีเรียชนิดดี เพราะแบ็คทีเรียชนิดดีก็เช่นเดียวกับร่างกายหรือเซลล์ของร่างกาย ที่ชอบแต่อาหารที่ดีมีประโยชน์ ต่างกับแบ็คทีเรียร้ายที่ชอบอาหารพวกคาร์โบไฮเดรท

– น้ำมันมะพร้าวเป็นสารแอนตีออกซิแดนท์
การ เสื่อมสภาพหรือการออกซิเดชั่นของไขมันนั้น เกิดขึ้นได้ทั้งภายนอกและภายในร่างกาย การเสื่อมสภาพของไขมันในร่างกายทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆมากมาย เช่นทำให้เกิดโรคมะเร็ง เส้นเลือดอุดตันอันนำไปสู่การเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ การเสื่อมของประสาทตาในโรคเบาหวานเป็นต้น เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสามารถยับยั้งการเสื่อมสภาพของไขมัน ช่วยลดอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของไขมันในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวจึงเป็นสารแอนตีออกซิแดนท์

– น้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวาน
ด้วย เหตุที่น้ำมันมะพร้าวช่วยลดอนุมูลอิสระ อันเกิดจากการเสื่อมสภาพหรือการออกซิเดชั่นภายในร่างกาย จึงช่วยลดการเสื่อมของหลอดเลือดหัวใจ ลดการเสื่อมของดวงตาในกรณีของโรคเบาหวาน และลดอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง น้ำมันมะพร้าวจึงทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆด้วยเหตุนี้

– น้ำมันมะพร้าวทำให้เหงือกแข็งแรง
ปัญหา โรคเหงือก เหงือกช้ำ บวม แดง หรือมีเลือดออกตามไรฟัน สามารถแก้ได้โดยการรับประทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ เพราะน้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้เหงือกแข็งแรง (อาการเกี่ยวกับเหงือกอาจเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน)

– เรื่องราวของน้ำมันมะพร้าวกับต่อมลูกหมาก
ชาย ผู้หนึ่งอาศัยในประเทศฟินแลนด์ มีปัญหาต่อมลูกหมากโตทำให้ปัสสาวะลำบากมาเป็นเวลากว่าสิบปีจนต้องรับประทาน ยาติดต่อกันมา 7-8 ปีแล้ว แต่ผลข้างเคียงของยาทำให้คัดจมูก ชายผู้นี้ได้ความรู้จากอินเตอร์เน็ทว่า น้ำมันปาล์มสกัดสามารถแก้ปัญหาต่อมลูกหมากโตโดยไม่มีผลข้างเคียง จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำมันปาล์มสกัดแทนยาโดยได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ต่อมาเขาสังเกตว่ากรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวและกรดไขมันในน้ำมันปาล์มนั้นมี ความเหมือนกันในส่วนประกอบหลัก จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันปาล์มสกัดที่หาซื้อยากในฟินแลนด์ ปัจจุบันเขารับประทานน้ำมันมะพร้าวติดต่อกันมาได้ 3 ปีแล้วโดยไม่มีปัญหากับการปัสสาวะ

– น้ำมันมะพร้าวกับเอนไซม์
เอนไซม์ มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต จึงมีความสำคัญกับชีวิตเป็นอย่างมาก หากเอนไซม์หยุดทำงานชืวิตจะดับสิ้นไปอย่างรวดเร็ว ยาพิษที่ชื่อไซยาไนด์มีฤทธิ์หยุดยั้งการทำงานของเอนไซม์ เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายจะทำให้เสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วินาทีเพราะไปหยุด ยั้งการทำงานของเอนไซม์
แต่ถ้าเอนไซม์ในร่างกายบกพร่องมีปริมาณลดน้อยลง เนื่องจากรับประทานอาหารที่ไม่มีเอนไซม์ ร่างกายจะเสื่อมโทรมเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ น้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยให้ร่างกายประหยัดเอนไซม์ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีส่วนทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงในอีกทางหนึ่ง

– น้ำมันมะพร้าวกับเอดส์
การ ทดลองเรื่องผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อไวรัส HIV ทำขึ้นครั้งแรกที่โรงพยาบาลซานลาซาโรในประเทศฟิลิปปินส์ การทดลองกระทำกับกลุ่มคนไข้อายุ 22-38 ปีที่ไม่เคยรับการรักษา HIV มาก่อน การทดลองใช้ระยะเวลา 6 เดือน ผลการทดลองวัดจากปริมาณไวรัสในเลือดและปริมาณของ CD4 (ซีดีโฟร์-ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาว) โดยให้คนไข้บางส่วนรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 3½ ช้อนโต๊ะหรือน้อยกว่าเป็นประจำทุกวัน และให้คนไข้บางส่วนรับประทานโมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอร์ไรด์ของกรดลอริคในน้ำมันมะพร้าว เมื่อสิ้นสุดการทดลอง คนไข้ 8 ใน 14 คนมีปริมาณไวรัสในเลือดลดลง, 5 คนมีปริมาณ CD4 เพิ่มขึ้น และ 11 คนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการมีสุขภาพดีขึ้น น.พ.คอนราโด เดย์ริท กล่าวว่า “ผลการทดลองนี้ยืนยันคำกล่าวที่ว่า น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและสามารถช่วยให้ปริมาณไวรัส HIV ลดลงได้”

– น้ำมันมะพร้าวให้ผลดีที่สุดกับการบำรุงผิว
นอก จากการเสื่อมสภาพหรือการเกิดออกซิเดชั่นจะเกิดขึ้นภายในร่างกายแล้ว การออกซิเดชั่นสามารถเกิดขึ้นภายนอกร่างกายได้เช่นเดียวกัน การเสื่อมสภาพภายนอกร่างกายเกิดขึ้นที่ผิวนั่นเอง ซึ่งจะออกในรูปของการแพ้ เกิดรอยด่างดำต่างๆ แม้แต่ผิวหนังเหี่ยวย่นก็เป็นผลของการเกิดออกซิเดชั่น การทาน้ำมันมะพร้าวที่ผิวจึงเป็นการลดหรือกำจัดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นกับ ผิวนั่นเอง น้ำมันมะพร้าวยังปลอดภัยกับผิวเด็กเราจึงสามารถใช้ทาผิวทารก

– น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยวิตะมิน E คุณภาพสูง
วิ ตะมิน E ในน้ำมันมะพร้าวเป็นสารโทโคไทรอินอล ซึ่งเป็นรูปแบบของวิตะมิน E ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตะมิน E อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นสารโทโคเฟอรอล ซึ่งใช้กันอยู่ในเครื่องสำอางรักษาผิวทั่วไปถึง 40-50 เท่า

– น้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกัน-รักษาฝ้า กระ และสามารถใช้เป็นยากันแดด
อนุมูล อิสระเป็นสาเหตุหนึ่งของการเป็นฝ้าและกระ วิตะมิน E ในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ละลายอนุมูลอิสระเหล่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นยากันแดดได้ดีอีกด้วย เนื่องจากเมื่อแห้งแล้วไม่เหนียวเหนอะหนะ

– น้ำมันมะพร้าวทำความสะอาดรูขุมขนช่วยลดปัญหาเรื่องสิว
เมื่อ ผิวหน้าของเราสกปรกรูขุมขนถูกอุดตัน ร่างกายไม่มีช่องทางให้ขับถ่ายของเสียจึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องสิว ฝี และใบหน้าเกิดริ้วรอย การใช้เครื่องสำอาง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รูขุมขนถูกอุดตัน แต่รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับคุณสาวๆ พอล ซอร์ซี่ บิดาแห่งการทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นกล่าวว่า เมื่อเราทาน้ำมันมะพร้าวที่ผิว น้ำมันจะซึมผ่านรูขุมขนและทำความสะอาดมัน ทำให้ร่างกายมีช่องทางขับถ่ายของเสีย เพื่อเป็นการทดลอง พอลให้ใครสักคนเคี้ยวหมากฝรั่ง หลังจากนั้นพอลให้น้ำมันมะพร้าวแก่เขา 1 ช้อน หลังจากเคี้ยวหมากฝรั่งไปพร้อมกับน้ำมันมะพร้าว หมากฝรั่งจะค่อยๆละลายหายไปในปาก “นี่เป็นสิ่งเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขน” พอลกล่าว

– น้ำมันมะพร้าวช่วยสมานผิวป้องกันการเกิดปัญหาหน้าท้องลาย
น้ำมัน มะพร้าวยังช่วยเร่งฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและติดเชื้อของผิวหนังทุกชนิด ป้องกันการเกิดแผลเป็นที่น่าเกลียด หากใช้ก่อนล่วงหน้าอาการบาดเจ็บนั้นๆจะหายเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการดีที่จะใช้เป็นประจำทุกวัน คุณผู้หญิงที่ต้องการจะเป็นแม่ หากนวดน้ำมันมะพร้าวที่หน้าท้อง ทุกวันตั้งแต่ก่อนไปจนตลอดและหลังการคลอด การเกิดท้องลายจะไม่เป็นปัญหา หรือผู้ที่เล่นเพาะกายเมื่อทำขนาดของร่างกายและกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น บางคนมีริ้วรอยที่เกิดจากการยืดของผิวหนัง ปัญหานี้แก้ได้ด้วยน้ำมันมะพร้าว

– วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวดูแลเส้นผมรากผมและหนังศีรษะ
น้ำมัน มะพร้าวช่วยให้ผมเป็นเงางามแข็งแรง บางคนกล่าวว่าช่วยให้ผมไม่หงอกก่อนวัยและช่วยให้ผมไม่ร่วงป้องกันศีรษะล้าน ยังดีต่อหนังศีรษะและช่วยควบคุมรังแค วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวดูแลเส้นผมรากผมและหนังศีรษะ ชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ ด้วยปริมาณที่เหมาะสมประมาณหนึ่งถึงสองช้อนชา นวดหนังศีรษะจนน้ำมันแทรกซึมทั่วหนังศีรษะและเส้นผมแต่อย่าใช้มากจนเปียก เกินไป หลังจากนั้น ทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาที (ยิ่งทิ้งไว้นานเท่าไรยิ่งดี) เพื่อให้น้ำมันแทรกซึมสู่หนังศีรษะจึงค่อยสระออก คุณอาจใช้ใส่ผมตั้งแต่ตื่นนอน และทิ้งไว้จนกระทั่งอาบน้ำตอนเช้าจึงสระออก หรือคุณอาจใช้ใส่ผมในตอนกลางคืนก่อนนอน โดยใช้หมวกอาบน้ำคลุมผมไว้ แล้วค่อยสระออกเมื่ออาบน้ำตอนเช้าก็ได้ คุณจะประหลาดใจที่ผมของคุณดูสวยเป็นเงางามและมีรังแคลดน้อยลง

– น้ำมันมะพร้าวเหมาะจะใช้เป็นน้ำมันนวด
น้ำมันมะพร้าว เหมาะที่สุดที่จะใช้เป็นน้ำมันนวด (massage therapy) เนื่องจากคุณสมบัติในการฟื้นฟูของมัน ช่วยให้ผิวหนังมีสุขภาพแข็งแรงดูมีน้ำมีนวล และยัง ช่วยผ่อนคลาย ลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ที่สำคัญไม่ทำให้เสื้อผ้าเปื้อน จึง ไม่ทำให้ที่นอนหรือผ้าปูที่นอนเสียหาย หากแม้คุณทำหกบนที่นอน รอยเปื้อนจะต่างจากรอยเปื้อนของน้ำมันอื่น น้ำมันมะพร้าวอย่างเดียวก็เหมาะจะใช้เป็นน้ำมันนวด อย่างไรก็ตาม น้ำมันมะพร้าวร่างกายสามารถดูดซับได้ง่าย ผู้นวดหลายคนจึงผสมน้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียวชั้นดีอย่าง น้ำมันอัลมอนด์ ในอัตราส่วน น้ำมันอัลมอนด์ 1 ส่วนต่อน้ำมันมะพร้าว 2 ส่วน ซึ่งทำให้น้ำมันมีความเรียบลื่นขึ้นเมื่อนวดผ่านผิวหนัง

– สามารถใช้น้ำมันมะพร้าวนวดบรรเทาปัญหาข้ออักเสบ
ปัญหา ข้ออักเสบ ขัด บวม และเจ็บปวด สามารถบรรเทาได้โดยการใช้น้ำมันมะพร้าวทาให้ชุ่มและนวดตรงบริเวณที่มีปัญหา เป็นประจำหรืออาจใช้ผ้าพันไว้ อาการบวมจะลดลง และความเจ็บปวดก็จะลดลงด้วย

– น้ำมันมะพร้าวกับการควบคุมน้ำหนัก
หาก จะถามว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่? คำตอบคือ จริง แต่เป็น การช่วยทางอ้อม ไม่ได้เป็นผลโดยตรง ข้อดีของน้ำมันมะพร้าวอยู่ที่ เป็นกรดไขมันสายปานกลาง จึงย่อยได้ง่ายกว่า (ไขมันชนิดอื่นเป็นกรดไขมันสายยาว ต้องใช้เอ็นไซม์จากตับอ่อนเป็นตัวช่วยย่อย) และถูกส่งไปที่ตับโดยตรงเพื่อสร้างพลังงาน ทำให้ไม่ไหลเวียนในเส้นเลือดและสะสมตามเซลล์ไขมันเหมือนไขมันชนิดอื่นๆ ยังให้พลังงานได้มากกว่า ทำให้อิ่มเร็วขึ้นและอิ่มนาน ผลคือรับประทานอาหารน้อยลง เพียงแค่ เปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารแทนน้ำมันชนิดอื่นๆที่ใช้อยู่เป็นประจำ จะทำให้นน.ลดลงได้หลายกก.ใน 3 เดือน การควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักด้วยการรับประทานน้ำมันมะพร้าว จึงต้องกระทำด้วยสามัญสำนึกของการลดนน. คือต้องออกกำลังกาย หลีกเลี่ยงการรับประทานคาร์โบไฮเดรท โดยเฉพาะน้ำตาลฟอกขาว ข้าวขัดขาว ขนมปังขาว และควรรับประทานผักสดและผลไม้สดให้มาก

– ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าว
เนื่องจากเล็งเห็นถึง ประโยชน์อันมากมายมหาศาลของน้ำมันมะพร้าว นอกจากเราจะทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธ์บีบเย็นที่เหมาะกับการรับประทานเพื่อ สุขภาพ และใช้ภายนอกเพื่อความงามของผิวพรรณและเส้นผมแล้ว เรายังนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงสุขภาพอีกหลายชนิดเช่น แชมพู ครีมนวดผม ครีมหมักผม น้ำมันบำรุงผม น้ำมันบำรุงผิวหน้าพิเศษ ลิปกลอส สบู่ น้ำมันบำรุงผิว น้ำมันบำรุงผิวแต่งกลิ่น น้ำมันบำรุงผิวอโรมาเทอราปี ครีมสมานส้นเท้า และยังจะมีผลิตภัณฑ์จากน้ำมันมะพร้าวอื่นๆติดตามออกมาอีกหลายชนิด

ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีให้กับความมหัศจรรย์จากธรรมชาติของน้ำมันมะพร้าว ดังนั้นวิธีการผลิตจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง การผลิตน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์อย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในสไตล์บูติคออยล์ พิถีพิถันทุกขั้นตอนตั้งแต่จัดตั้งโรงงานในบริเวณที่มีมะพร้าวที่มีคุณภาพดี เลือกใช้เครื่องมือที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เพิ่มภาวะโลกร้อน ไม่ใช้เครื่องจักรที่มีกำลังไฟฟ้าสูงที่จะทำให้น้ำมันสะสมพลังงานกระแสแม่ เหล็กไฟฟ้า ไม่เลือกวิธีที่ให้ผลผลิตมากที่สุด แต่ใช้วิธีที่คงคุณค่าของพลังชีวิตจากธรรมชาติไว้ให้มากที่สุด เป็นสินค้าที่ปราศจากสารพิษและสารเคมี 100% เริ่มตั้งแต่การเลือกมะพร้าวจากสวนที่ปราศจากสารพิษหรือสารเคมี ไปจนจบกระบวนการการผลิตที่ปราศจากสารพิษและสารเคมี

Garcinia Cambogia is related to the superfruit Mangosteen and is sometimes called tamarind, brindleberry or camboge. Garcinia Cambogia has been used in Ayurvedic practices for hundreds of years.

The rind of this fruit contains the revolutionary ingredient Hydroxycitric Acid (HCA), which is considered the “active compound”. These capsules contain a standardized supplement to provide 500 mg of HCA per serving.

This formula also contains Coconut Oil to provide you with a convenient source of essential fatty acids and Medium Chain Triglycerides (MCTs). MCTs are oxidized differently in the body than other fats, making Coconut Oil a smart choice for your lifestyle.

No Aritficial Flavor or Sweetener, No Preservatives, No Sugar, No Starch, No Milk, No Lactose, No Soy, No Gluten, No Wheat, No Yeast, No Fish.