Omega-3 Fish Oil 1200 mg Double Strength / 180 Softgels ( Puritan’s Pride )

Omega-3 Fish Oil 1200 mg Double Strength  / 180 Softgels ( Puritan’s Pride )

ราคา ุ990 บาท

Fish Oil หรือน้ำมันปลา พบมากในปลาน้ำลึกกลุ่มสแกนดิเนเวียนมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ขี่อ DHA ช่วยการทำงานของสนอง และความจำ งานวิจัยล่าสุดปี 2013 พบว่าควรทานปลาให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง คนที่มีสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-45 ปี ที่ทานน้ำมันปลาที่มี DHA 300-400 มิลลิกรัม ต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน จะมีประสิทธิภาพในการจำดีขึ้น ทังยังช่วยลดผลร้าย ของอาหารขยะที่มีต่อสมอง นอกจากนี้ กรดไขมันโอเมก้า-3 จะช่วยยับยั้งการผลิตสารอักเสบซึ่งมีผลให้การอักเสบของสิวลดลง ช่วยลดฮอร์โมน IGE-1 ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สิวกำเริบขึ้น มมีงานวิจัยพบว่าคนที่เป็นสิวและทานลาที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 จะมีแผลสิวและรอยสิวน้อยลง นอกจากนั้นยังช่วยลดการอักเสบของสิวได้อีกด้วย

omega 3 fish oil 180 soft puritan prideomega-3-fish-oil 180 soft puritanรู้ไว้ใช่ว่า !!!

……. Fish Oil หมายถึง น้ำมันที่ได้จากปลา … ซึ่งเป็นคนละอย่างกับน้ำมันตับปลา ซึ่งมีวิตามิน A และ D สูง … น้ำมันปลาลดขนาดของก้อนเนื้องอกในสัตว์ และลดจำนวนก้อนมะเร็งในระยะกระจายตัว … คนที่มีน้ำมันปลาในกระแสเลือดสูง (( หรือคนที่กินปลาทะเล )) … จะมีโอกาสเกิดมะเร็วต่ำกว่าคนที่ไม่กินไขมันจากอาหารทะเล … มี Omega-3’s (( สัตว์บกจะมีกรดไขมันแบบ Omega-6 )) … ความแตกต่างนี้เกิดเพราะห่วงโซ่อาหารสัตว์ทะเลเริ่มต้นจากไฟโตแพลนตอน และสาหร่ายทะเล

……. สำหรับ Omega-6 … สารสำคัญที่ถูกสร้าง คือ พรอสตาแกลนดินส์ และสารคล้ายฮอร์โมน … เรียก Leukotrienes … สารทั้ง 2 นี้มีประโยชน์ทางชีวเคมีพื้นฐานต่อร่างกาย … แต่กรณีที่มีมากเกินไป Prostaglanndins และ Leukotrienes ซึ่งเป็นตัวส่งสารจะเป็นสาเหตุเริ่มต้นของพยาธิสภาพมากมาย

……. น้ำมันปลาช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่มิให้ก่อตัวเป็นมะเร็งได้ … น้ำมันปลา ช่วยยับยั้งการลุกลามของมะเร็งเต้านมหลังการผ่าตัด

ประโยชน์ของน้ำมันปลา 

……. จากการศึกษาถึงประโยชน์ของน้ำมันปลาที่มีมานานหลายปีแล้ว … เราจะมาดูกันว่า … จริงๆ แล้วน้ำมันปลามีประโยชน์อะไรกับเราบ้าง

1. ช่วยลดไขมัน Triglyceride (TG) ในเลือด

……. มีการทดลองที่ชัดเจนแล้วว่า … การกิน Omega-3 ในขนาด 2 กรัม/วัน … จะส่งผลช่วยผลลด TG ได้ และจะยิ่งส่งผลดีมากขึ้น … เมื่อได้รับในขนาดมากขึ้น เช่น การได้รับในขนาด 4 กรัม/วัน … จะส่งผลช่วยลด TG ได้ถึง 25-40%

2. ลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน/heart attack … ในคนที่เคยมีประวัติมาก่อน

……. พบว่า ในผู้ป่วยที่มีประวัติเคยมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน … การกินปลาในขนาด 200-400 กรัม/สัปดาห์ (( เทียบเท่ากับได้รับ Omega-3 500-800 มก./สัปดาห์ )) … ช่วยลดการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน … และลดอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นได้

……. แต่ทั้งนี้คนไข้ต้องใช้ยารักษาโรคหัวใจควบคู่ไปด้วยถึงจะได้ผล (( น้ำมันปลา จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาให้ดียิ่งขึ้น ))

……. นากจากนี้ทางสมาคมโรคหัวใจของ USA ได้แนะนำให้คนที่เป็นโรคหัวใจ ควรจะได้รับ EPA + DHA วันละ 1 กรัม … ไม่ว่าจะมาจากการกินปลาหรือจะมาจากอาหารเสริมก็ตาม

3. อาการความดันโลหิตสูง

……. การกิน Omega-3 … ช่วยลดความดันได้ถึง 2-5 ม.ม. ปรอท … และอาจลดได้มากกว่านี้ในกรณีที่ความดันสูงมากๆ

……. แต่ทั้งนี้ การกิน Omega-3 … อาจต้องกินในขนาดสูง คือ 3 กรัม/วัน … ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเึคียงได้สูงเช่นกัน

……. การควบคุมความดันด้วยวิธีอื่นๆ … สามารถเห็นผลได้ดีกว่ามาก เช่น การจำกัดเกลือ, การลดน้ำหนัก, การออกกำลังกายหรือการใช้ยา

4. การป้องกันโรคหัวใจ … ในกรณีที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน

……. มีบางรายงานว่า ในคนที่กินปลาเป็นประจำ … จะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไ่ม่ได้กิน … แต่บางรายงานก็ขัดแย้งกัน

……. จึงยังไม่สามารถมีบทสรุปได้ว่า การป้องกันการเกิดโรคหัวใจนี้ … จะป้องกันได้เฉพาะในกลุ่มคนที่มีแนวโน้ม/ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือ ไม่

5. ข้ออักเสบ

……. การใช้น้ำมันปลา … จะช่วยเสริมฤทธิ์แก้ปวด … เมื่อใช้ควบคู่กับยาแก้ปวดได้ โดยน้ำมันปลาจะช่วยลดสารสื่อที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดได้

ประโยชน์และความสำคัญของ Omega-3 fatty acids ในผู้ใหญ่และเด็ก
Omega-3 fatty acids มีประโยชน์แก่เด็กๆ ดังนี้
-กรด DHA จะช่วยในการพัฒนาสมองและดวงตาของเด็กทารก โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนก่อนคลอด

-มี ความสัมพันธ์ระหว่างการขาดของ DHA และอาการของโรคสมาธิสั้น โดยเด็กที่มีระดับ DHA ต่ำจะมีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์ การนอนและการเรียนรู้มากกว่าเด็กกลุ่มที่มีระดับ DHA ปกติ และเมื่อได้รับ DHA เสริม อาการต่างๆ จะดีขึ้น

ความสำคัญของ Omega-3 fatty acids ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
– ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดได้
– ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ยากขึ้น
– ช่วยลดความดันโลหิตได้
– ลดอุบัติการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
– ป้องกันโรคความจำเสื่อม
– ช่วยชะลอ/ป้องกันการเจริญของเซลล์มะเร็ง

จาก การศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์ พบว่า คนที่กินปลาเป็นประจำ สัปดาห์ละ 2 ครั้ง (ปริมาณ 240 กรัม) จะมีอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและอัตราเสียชีวิตต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่กิน ปลาหรือกินน้อย, ในผู้ป่วยซึ่งเคยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย การกินปลาหรือน้ำมันจากปลาในปริมาณเพิ่มขึ้นสามารถลดอัตราตายได้ประมาณร้อย ละ 29 ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากการลดการเกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (cardiac arrest) นอกจาก omega-3 fatty acids แล้ว ปลายังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย และในปลาทะเลยังมีไอโอดีน ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาเรื่องคอพอก และช่วยการเจริญพัฒนาของสมองเด็กในช่วงปีแรกด้วย

ข้อควรระวังในการกิน omega-3 fatty acids

เนื่อง จากน้ำมันปลาลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ดังนั้นการกินปลาในปริมาณมากต่อเนื่องกันมากกว่า 8 ครั้งต่อสัปดาห์ (1 ครั้ง ประมาณ ปลาทูตัวโต 1 ตัว) หรือกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Fish oil) จะทำให้มีปัญหาเรื่องเลือดออกหยุดยาก โดยเฉพาะหากกินร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพรินหรือโคลพิโดเกรล และยังจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลงด้วย

สิ่งที่ควรระวังอีกอย่าง ในการบริโภคปลาทะเลปริมาณมาก คือ การปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารปรอท หากบริโภคมากเกินไปจะเกิดการสะสมและเป็นพิษได้ ประโยชน์จากการทานปลามีมาก ขณะเดียวกันก็มีผลข้างเคียงหากได้รับมากไปและน้อยไป ทางที่ดีหากคุณหรือคนที่คุณรักมีโรคประจำตัวหรือมีภาวะร่างกายไม่ปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับสุขภาพคุณที่สุด

ทั้ง นี้ หากท่านสนใจที่จะหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสัตว์ทะเล และมหัศจรรย์พันธุ์ปลาแปลกๆ ทั้งหลายที่หาดูได้ยาก ขอเชิญชมได้ในงาน ประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 19 ได้ตั้งแต่บัดนี้-1 กรกฎาคม 2550 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

 ( รศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงษ์  ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล )

Omega-3 Fish Oil 1200 mg Double Strength / 180 Softgels ( Puritan’s Pride )

ภาวะ หัวใจวาย (HEART ATTACK) เป็นต้นเหตุสำคัญ ที่คร่าชีวิตชายหญิง โดยเกิดจากเส้นเลือด ที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน เนื่องจากมีแผ่นไขมันอุดตัน

ช่วง ระหว่างปี ค.ศ.1970 จนถึงปี ค.ศ.1980 นัก วิจัยพยายามค้นคว้าหาหนทาง แก้ไขปัญหานี้ แล้วพบว่าชาวเอสกิโม ที่อาศัยอยู่บนเกาะกรีนแลนด์ แถบขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีอากาศหนาวเย็น จนน้ำแข็งจับ และมีอาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวประมง มีวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์คือ รับประทานปลาเป็นอาหารหลัก นั้นมีอัตราการเกิดโรคหัวใจต่ำที่สุดในโลก ทั้ง ๆ ที่ปัญหาการดื่มสุรามาก นักโบราณคดีด้านมนุษยศาสตร์ (Anthropologist) สันนิษฐาน ว่า ที่มนุษย์เรามีวิวัฒนาการ มาตามลำดับเป็นเวลาหลายพันปีนั้น ดำรงชีวิตอยู่ด้วย อาหารส่วนใหญ่ที่มีกรดไขมัน อันเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย คือ กลุ่มกรดไขมัน ที่รวมเรียกชื่อว่า “โอเมก้า – 3″ (Omega -3-fats) ซึ่งพบมากในปลา โดยเฉพาะปลาทะเลธัญพืช และเมล็ดพืช (Nut and seeds) บางชนิด รวมทั้งพืชผักใบเขียว ต่อมาเมื่อเวลาผ่านพ้นไป คนเรารับประทาน อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า – 3 น้อยลงจนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลายชนิด นับตั้งแต่โรคหัวใจวาย โรคครรภ์เป็นพิษ (Preclampsia) โรคไขข้ออักเสบชนิดรูห์มาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) รวมทั้งโรคอื่น ๆ อีกมาก แม้แต่โรคซึมเศร้า (Depression) และความก้าวร้าว

ร่างกายของ เราต้องการกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty acid) ในการมีชีวิตอยู่ อย่างมีประสิทธิภาพ สองชนิด กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า – 3 นั้น เป็นหนึ่งในกลุ่มกรดไขมัน ที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้ สารสำคัญที่อยู่ในกลุ่มโอเมก้า – 3 นี้แบ่งได้เป็นสองชนิดใหญ่ คือ ชนิดที่หนึ่งได้แก่พวก EPA และ DHA

(EPA ย่อมาจาก EICOSAPANTAENOIC ACID)
(DHA ย่อมาจาก DOCOSAHEXANOIC ACID)

ซึ่ง พบมากในปลาอ้วน ๆ ใต้ทะเลลึก เช่น ปลาซาลมอน และแม็คเคอเรล (SALMON AND MACKEREL ซึ่งมีไขมันที่เรียกว่า FISH OIL น้ำมันปลา (มิใช่น้ำมันตับปลา) จำนวนสูงกว่าปลาน้ำจืด ส่วนชนิดที่สองชื่อ กรดอัลฟาไลโนเลอิก (ALPHA – LINOLEIC ACID) ซึ่งเป็นกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า – 3 ซึ่งพบมากในอาหารพวกธัญพืช ร่างกายของเราสามารถเปลี่ยนแปลงกรดไขมันที่มีอยู่ในพืชตัวนั้น ให้เป็นกรด ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า คือ EPA และ DHA น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันตัวนี้สูง คือ Canola oil และ FAXSEED oil ส่วนพืชพวกข้าวโพด, ถั่วเหลือง, เมล็ด ทานตะวัน และผลิตภัณฑ์ทางอาหาร ที่ทำจากพืชและน้ำมันพวกนี้ เช่น เนยเทียม ย่อมมีกรดไขมันที่มีประโยชน์ตัวนี้อยู่มากเช่นกัน อย่างไรก็ตาม นักวิจัยด้านโภชนาการเสนอแนะว่า ร่างกายคนเราควรได้รับ กรดไขมัน ทั้งสองชนิด ในสัดส่วนที่สมดุลกัน เช่น หนึ่งต่อหนึ่ง คือ มิใช่ว่า รับประทานกรดไขมัน ชนิดหนึ่ง สูงกว่าอีกชนิดหนึ่ง

กลไกการทำงานของกรด ไขมันในร่างกายเรานั้นเชื่อกันว่า เกี่ยวข้องกับ การทำงานของ เซลล์ทุกชนิดของร่างกายโดยเฉพาะ DHA ซึ่ง พบมากในน้ำนม และรกอั นเป็นแหล่งสำคัญ ของการผลิตฮอร์โมนสำหรับทารกในครรภ์นั้น มีความสำคัญในการเจริญเติบโต ของสมองของทารกเช่นเดียวกับเซลล์ชนิดอื่น ๆ ทุก ๆ วัน ร่างกายของคนเรา ผลิตสารกลุ่มหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติ คล้ายฮอร์โมน ชื่อ “EICOSANOIDS” สารกลุ่ม นี้มี ส่วนเกี่ยวข้อง ในการควบคุม ระบบการแข็งตัวของเลือด การหดตัวของหลอดเลือด และการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อ ที่อยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย และอยู่นอกกการบังคับด้วย เส้นประสาท ชนิดที่บังคับแขนขา คือ เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น กล้ามเนื้อของมดลูก นอกจากนี้ สารนี้ ยังจำเป็นในกรณีที่ ร่างกายเกิดการอักเสบ เพราะต่อสู้กับเชื้อโรคหรือความผิดปกติต่าง ๆ ในการผลิตกลุ่มสารชื่อ EICOSANOIDS นี้ร่างกายต้องใช้วัตถุดิบ คือ ทั้งกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) และ กลุ่มโอเมก้า – 3 แต่ถ้าร่างกายได้รับกลุ่มโอเมก้า – 3 น้อยไป และมีกรดไลโนเลอิก เป็นสัดส่วนเกินพอดี เมื่อเทียบกับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า – 3 แล้ว ร่างกายของเรา ย่อมมีปัญหา เกี่ยวกับลิ่มเลือดแข็งตัว ปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน และข้ออักเสบ ดังกล่าว

เวลานี้ นักวิจัยยังไม่เสนอข้อตกลงที่แน่นอน ว่าคนเราควรได้รับสารกลุ่มกรดไขมันโอเมก้า – 3 เป็น จำนวนเท่าใด เพื่อนแพทย์คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่เขาซื้อปลาทะเล เช่น ซาลมอน มารับประทานทุกวันระดับโคเลสเตอรอล ที่สูงเกินปกติไปมากนั้น ได้ลดลงต่ำกว่าระดับเดิม จนอยู่ในขั้นปกติ ภายในเวลา 3 เดือน เท่านั้น แต่ทั้งนี้ต้องรวมทั้งการออกกำลังกายด้วย ส่วนปลาที่เขาซื้อมารับประทานนั้น เป็นปลาที่จับจากทะเล มิใช่ปลาเลี้ยง ดิฉันไม่ทราบว่า ปลาจากสองแหล่งนั้น มีจำนวนกรดไขมันโอเมก้า – 3 มาก น้อยกว่ากัน จนคุ้มกับราคาปลา ราคาถูกแพงต่างกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากรายงานที่ส่งเสริมการรับประทานปลาทะเล รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่สกัดมา ซึ่งวางขายตามหิ้งของร้านขายยา ซึ่งมีชื่อว่า “น้ำมันปลา” (Fish oil) นั้น มีมากมาย เป็นต้นว่า

* ในกลุ่มเด็ก 468 คนในทวีปออสเตรเลีย ซึ่งได้รับประทานปลาทะเล ที่อุดมด้วย กรดโอเมก้า – 3 อย่างน้อยหนึ่งครึ่งต่อสัปดาห์ เป็นกลุ่มที่เป็นโรคหอบหืดน้อยกว่า กลุ่มเด็กที่รับประทานปลาถึง 25 เปอร์เซ็นต์ (Medical Journal Australia Feb 5-1996)
* ที่เมืองซีแอตเติล สตรีจำนวน 324 คน ที่รับประทานปลา โดยเฉพาะปลาซามอล ไม่ว่าในรูปอบหรือย่าง อย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราการเกิดโรคข้ออักเสบ ชนิดรูห์มาตอยด์ต่ำลง ส่วนสตรีที่เกิดปัญหานี้ ถ้าได้รับน้ำมันปลา ในรูปผลิตภัณฑ์ เม็ดอาหารเสริม จะมีอาการอักเสบของข้อลดลง (Epidemiology May 1996)
* สตรีที่ปวดท้องช่วงมีประจำเดือนมากเพราะมีการผลิตสารกลุ่ม EICOSANOIDS สูง จนทำให้เกิดมดลูกหดตัวอย่างมาก อาการเจ็บปวดจะลดลง เมื่อเธอรับประทาน น้ำมันปลาเป็นเวลาสองเดือน (ทดลองในกลุ่มสตรี 37 คน ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนน้อย American Journal of OB-GYN April 1996 )
* กลุ่มมารดาที่ตั้งครรภ์ ถ้ารับประทานอาหารที่มีกรดโอเมก้า – 3 จะเกิด ปัญหา ทางการตั้งครรภ์เป็นพิษต่ำลง (Epidemiology May 1995)
* ส่วนโรคลำไส้เล็กอักเสบเรื้อรัง และมะเร็งเต้านมนั้น การได้รับอาหาร กลุ่มกรดไขมันโอเมก้า – 3 ซึ่งมีพวก EPA และ DHA สูง ช่วยทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ มีอาการดีขึ้น และเกิดอาการกำเริบน้อยลง (New England Journal of Medicine June 13 1996)
*

ส่วนเรื่องเกี่ยว กับหัวใจ กรดไขมันกลุ่มนี้ช่วยทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ มีกลไกการปั้มเข้าออก สารต่าง ๆ เช่น แคลเซียม, โซเดียมคลอไรด์และประจุไฟฟ้าอื่น ดำเนินไปอย่างปกติ เพื่อควบคุมการยืด และหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ด้วยเหตุนี้ถ้ากรดโอเมก้า – 3 ขาดหายไป การเต้นของหัวใจ ย่อมผิดปกติ เรียกว่า การเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ซึ่งเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อย และเกิดแทรกซ้อนหลังจากหัวใจวายดังปรากฏในการทดลองกับกลุ่มผู้ชาย 295 คน ที่เมืองซีแอตเติล ที่รับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง จะมีอัตราการเกิด ภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากการเต้นหัวใจผิดจังหวะ เพียงครึ่งหนึ่งของกลุ่ม ที่ ไม่รับประทานอาหารแบบเดียวกัน ส่วนในประเทศอังกฤษ ผู้ชายจำนวน 883 คน ที่เคยมีอาการหัวใจวายแล้ว ดำรงชีวิตต่อมาเป็นเวลา 2 ปี โดยการรับประทานอาหาร กลุ่มที่มีไขมัน โคเลสเตอรอลต่ำ และรับประทานปลาทะเล ที่มีกรดไขมันพวกนี้ อยู่เป็นจำนวนมาก อย่างน้อยสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ ผู้ชายกลุ่มนี้มีอัตราตายลดลง 29 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ดูแลตนเองทางโภชนาการดังกล่าว (Lancet Sept 30 1989) ส่วนชายชาวฝรั่งเศส ที่เคยมีปัญหาเดียวกันจำนวน 289 คนนั้น มีอัตราตายจากโรคหัวใจลดลง ถึง 81 เปอร์เซ็นต์ใน 5 ปี ถ้ารับประทานอาหารดังกล่าว รวมทั้งพวกเนยเทียมที่ทำจาก Cainola oil (Lancet June 11 1994)

นอกจากนี้ เยื่อหุ้มเซลล์ในสมองมีส่วนประกอบที่เป็นสารกรด DHA ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้จิตแพทย์ Dr.Joseph R.Hibbeln แห่ง National Institute on Alcohol Abuse and Alcoholism เชื่อว่าถ้าปริมาณสารกรด DHAใน เยื่อหุ้มเซลล์ของสมองต่ำลง ย่อมก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารทางสมอง จนเกิดความผิดปกติทางด้านอารมณ์ โดยเฉพาะทางซึมเศร้า เพราะเขาเฝ้าติดตามดูในคนไข้ที่มีปัญหานี้ และนักศึกษาชาวญี่ปุ่น 22 คน