Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets ( Puritan ‘s Pride )

Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets ( Puritan ‘s Pride )

ราคา 950 –

สเปคสุดคุ้ม 250 เม็ด ประโยชน์ มหาศาล ต้านอนุมูลอิสระ ผลิตคอลลาเจนและไฟเบอร์ สังเคราะห์สารสเตรอยด์ให้กับร่างกาย การรักษาบาดแผล เป็นสารสื่อประสาท ต้านหวัดเพิ่มภูมิคุ้มกันและอื่นๆๆๆๆวิตามินซี สูตรเข้มข้นนำเข้าจากอเมริกา พร้อมสารสกัดธรรมชาติ ไบโอฟลาโวนอย ชนิดเพิ่มการดูดซึมได้ยาวนาน 6- 12 ชม.

Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets (Puritan ‘s Pride )…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ขนาดรับประทานครั้งละ1-2 เม็ด / วัน พร้อมอาหาร

Directions: For adults, take one (1) to two (2) caplets daily, preferably with meals.

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

  Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets ( Puritan ‘s Pride ) ราคา 950 –  ประโยชน์ มหาศาล ต้านอนุมูลอิสระ ผลิตคอลลาเจนและไฟเบอร์ สังเคราะห์สารสเตรอยด์ให้กับร่างกาย การรักษาบาดแผล เป็นสารสื่อประสาท ต้านหวัดเพิ่มภูมิคุ้มกันและอื่นๆๆๆๆวิตามินซี สูตรเข้มข้นนำเข้าจากอเมริกา พร้อมสารสกัดธรรมชาติ ไบโอฟลาโวนอย ชนิดเพิ่มการดูดซึมได้ยาวนาน 6- 12 ชม.  Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets ( Puritan 's Pride )     …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..  ขนาดรับประทานครั้งละ1-2 เม็ด / วัน พร้อมอาหาร  Directions: For adults, take one (1) to two (2) caplets daily, preferably with meals.  …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..  คุณประโยชน์ของ ‘วิตามินซี’  ไม่ใช่มีไว้แค่ต้านหวัด  โดย ทั่วไปแล้ว เราทราบมาว่าการรับประทานวิตามินซี เป็นประจำทุกวันสามารถสร้างภูมิต้านทาน ทำให้เราไม่เป็นหวัดบ่อยและหายจากโรคหวัดได้เร็วขึ้น ความคิดนี้สามารถยืนยันได้จากผลวิจัยที่มีการทำในปี 1970 โดย ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ถึง 2 ครั้ง ได้เขียนหนังสือ เล่มหนึ่งชื่อ “วิตามินซีกับโรคหวัด” เขากล่าวว่าหากเราได้รับ วิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม จะสามารถป้องกันหวัดและถ้าเป็นหวัดก็จะหายเร็วกว่า โดยจะมีวันป่วยน้อยกว่าคนปกติถึง 60% แต่ทราบหรือไม่ว่า วิตามินซีมีประโยชน์มากกว่าการป้องกันโรคหวัด  วิตามินซี สามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคได้  เรา พบว่า วิตามินซี มีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นวิตามินซี ยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย หรือฮิสตามีน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายนี้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ถ้าร่างกายมี วิตามินซี เพียงพอ ก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส จากคุณสมบัติการเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ  วิตามินซี ช่วยบำรุงผิวได้  สำหรับ การดูแลสุขภาพเพื่อให้มีผิวพรรณที่สมบูรณ์ การรับประทานผักสดและผลไม้สด ทำให้ผิวสวย เหงือกและฟันแข็งแรง นั่นเพราะวิตามินซี ในผักและผลไม้ จะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารมากก็จะทำงานดีขึ้น ผิวจะดูมีสุขภาพดี และเรียบเนียน รวมทั้งวิตามินซี ยังช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในเซลล์ ทำให้ผิวแน่น และยืดหยุ่นดีขึ้น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร วิตามินซี ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น  คนที่สูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้คนสูบบุหรี่ ต้องการวิตามินซีมากกว่าคนอื่น  มี การวิจัยพบว่า เด็กที่ผู้ปกครองสูบบุหรี่ จะมีปริมาณวิตามินซี ในร่างกายลดลงครึ่งหนึ่ง ของเด็กที่ผู้ปกครองไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่หรือสูบบุหรี่เอง ควรรับประทานวิตามินซี เสริม โดยวิตามินซี สามารถช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ของคนที่สูบบุหรี่ที่มีระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี ให้มีสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว โดยพบว่า การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อรับประทานวิตามินซี ในขนาด 2,000 มิลลิกรัม  รับประทานวิตามินซี ทุกวัน ไม่เป็นต้อกระจก  มี การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินซี มาอย่างน้อย 10 ปี จะมีโอกาสที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77% ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง  บทบาทสำคัญของวิตามินซีมากมายหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น  1. เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างของหลอดเลือด เอ็น กระดูก และฟัน  2. เป็นสารด้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสุงช่วยปกป้องเซลล์ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะปกติ  3. ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น  4. มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทจำพวก norepinephrine ซึ่งสารสื่อประสาทดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยทำให้มองรับรู้เกี่ยวกับอารมณ์  5. ช่วยในการสังเคราะห์สาร carnitine ซึ่งเป็นสารโมเลกุลขนาดเล็กที่มีส่วนช่วยในการลำเลียงไขมันที่ไมโทคอนเดรี ยเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน แก่ร่างกาย  6. มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของโคเลสเทอรอล โดยจะช่วยเปลี่ยนโคเลสเทอรอลให้กลายเป็นกรดน้ำดี (bile acids) ทำให้ ระดับโคเลสเทอรอลในหลอดเลือดลดลงได้  7. เสริมภูมิต้านทานและช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านสารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้             สำหรับอาหารที่จัดว่ามีวิตามินซีสูง ได้แก่ อาหารจำพวกผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มะนาว กีวี พริกหยวก ผักกาด มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่งและบล็อคโคลี่ เป็นต้น เนื่องจากวิตามินซีสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสง โลหะหรือความร้อน ดังนั้นส่วนใหญ่วิตามินซีที่มีอยู่ในอาหารจะสูญเสียไประหว่างขั้นตอนของการ ประกอบอาหาร เช่น ในกระบวนการต้มหรือนึ่งอาหารที่ใช้เวลานานมากเกินไป เช่นเดียวกับการแช่ผักไว้ในช่องแช่แข็งเป็นระยะเวลานานหรือหั่นผักแล้วนำไป แช่น้ำจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำได้ นอกจากนั้นการคั้นน้ำผลไม้รับประทานควรจะคั้นแล้วรับประทานเลยทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 วัน ถ้าเป็นไปได้ควรบริโภคผักและผลไม้สดเพราะจะให้ทำให้ได้รับวิตามินซีในปริมาณ ที่มากที่สุดได้  อาหารแต่ละชนิดมีปริมาณของวิตามินซีแตกต่างกันออกไป ดังตาราง  ตารางสรุปปริมาณวิตามินซีที่ได้รับจากการบริโภคอาหารชนิดต่าง ๆ ชนิดของอาหาร 	 ปริมาณอาหาร 	 ปริมาณวิตามินซีที่ได้รับ (มิลลิกรัม)   1. มะละกอ 	 1 ผล 	 187.87   2. พริกหยวกสีแดง (หั่น) * 	 1 ถ้วย 	 174.80   3. บล็อคโคลี่ (นึ่ง) * 	 1 ถ้วย 	 123.40   4. สตรอเบอร์รี่ 	 1 ถ้วย 	 81.65   5. ส้ม 	 1 ผล 	 69.69   6. แคนตาลูป (หั่น) * 	 1 ถ้วย 	 67.52   7. กีวี 	 1 ผล 	 57.00   8. ดอกกะหล่ำ (ต้ม) * 	 1 ถ้วย 	 54.93   9. มะเขือเทศสุก 	 1 ถ้วย 	 34.38   10. ราสเบอร์รี่ 	 1 ถ้วย 	 30.76   11. สัปปะรด (หั่น) * 	 1 ถ้วย 	 23.87   12. ถั่วลันเตา (ต้ม) * 	 1 ถ้วย 	 22.72  ที่มา : Food and Drug Administration ประเทศสหรัฐอเมริกา             * อาหารในข้อ 3,8, และ 12 ที่นำมาทดลองหาปริมาณวิตามินซีนั้นได้ผ่านขั้นตอนการประกอบอาหารแล้ว แต่เป็นขั้นตอนที่ผ่านการวิจัยว่าจะสามารถคงปริมาณของวิตามินซีธรรมชาติไว้ ได้มากที่สุด แต่วิตามินซีบางส่วนที่อยู่ในอาหารชนิดนั้นอาจสลายตัวไปบ้าง เช่นเดียวกับอาหารในข้อ 2,6,11 ที่ผ่านการหั่นและวิตามินซีบางส่วนอาจสลายไปเนื่องการปฏิกิริยาออกซิไดซ์กับ ออกซิเจนในอากาศ ซึ่งถ้าเทียบกับอาหารชนิดเดียวกันที่ไม่ผ่านกระบวนการใดเลย จะมีปริมาณวิตามินซีธรรมชาติที่มากกว่า  ปริมาณวิตามินซี ที่ควรได้รับในแต่ละวัน            ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเพศ และวัยแต่โดยเฉลี่ยแล้วไม่ควรรับประทานวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะหากร่างกายได้รับวิตามินซีในประมาณที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลข้าง เคียงได้ เช่น มีอาการปวดท้อง ท้องร่วง หรือท้องอืด ในทางตรงกันข้ามหากร่างกายได้รับวิตามินซีน้อยเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการผิด ปกติต่างๆ เช่น ผมแห้ง ผิวแห้ง เหงือกอักเสบ มีอาการบวมตามข้อต่อ ภูมิต้านทานลดลง แผลหายช้ากว่าปกติ หรืออาจทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดได้  – ผู้ที่มีอาการเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ และร่างกายอ่อนแอ ควรได้รับวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม  – ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ มีความเครียดในร่างกาย ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม  – ผู้ที่ต้องการดูแลและบำรุงสุขภาพ ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม          นอกจากจะได้รับวิตามินซีจากอาหารแล้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะขาดวิตามินซี ก็สามารถเลือกบริโภควิตามินซีในรูปของอาหารเสริมได้ ซึ่งมีทั้งที่สกัดจากธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้นและเนื่องจากวิตามินซีนั้นจะ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีหากใช้ร่วมกับฟลาโวนอยด์ (flavonoid) โดย flavonoid จัดเป็นสารสี (pigment) ที่สกัดได้จากพืช เช่น ชา แอบเปิ้ล กระเทียม หอมใหญ่ เป็นต้น เป็นสารที่ละลายในน้ำได้และมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีเช่นเดียว กับวิตามินซี ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมส่วนใหญ่จึงนิยมเพิ่มส่วนผสมของ flavonoid ลงไปด้วย นอกจากนั้นยังมีการผสมวิตามินซีกับแร่ธาตุจำพวก แคลเซียม โพแทสเซียม หรือแมกนีเซียมเพื่อลดความเป็นกรดสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามเราควรบริโภควิตามินซีให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะก่อให้ เกิดประโยชน์แก่ร่างกายมากที่สุดคน       เอกสารอ้างอิง 1. Vitamin C – Linus Pauling Institute (micronutrient research for optimum health) oragon state university(Online). Available : http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/vitamins/vitaminC/ (Retrieved 06 / 09 / 2009) 2. Vitamin C – Mediline Plus (Trusted Health Information for you) encyclopedia (Online). Available : http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/002404.htm (Retrieved 06 / 09 / 2009) 3. Vitamin C – The world’s healthiest foods  (Online). Available :http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=nutrient&dbid=109(Retrieved 06 / 09 / 2009) 4. Vitamin C – Food Standards Agency (Healthydiet) (Online). Available : http://www.eatwell.gov.uk/healthydiet/nutritionessentials/vitaminsandminerals/vitaminc/#elem220563 (Retrieved 06 / 09 / 2009) 5. Vitamin C – Fact Sheet Extension (OhioStateUniversity) (Online). Available : http://ohioline.osu.edu/hyg-fact/5000/5552.html (Retrieved 06 / 09 / 2009)   6. นิตยสาร สสวท. ปีที่ 37 ฉบับที่ 160 (พ.ค. – มิ.ย. 2552) เรื่องบทบาทของวิตามินซีต่อการเสริมสร้างคอลลาเจน  Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets ( Puritan 's Pride )1036_169275077_nคุณประโยชน์ของ ‘วิตามินซี’  ไม่ใช่มีไว้แค่ต้านหวัด

โดย ทั่วไปแล้ว เราทราบมาว่าการรับประทานวิตามินซี เป็นประจำทุกวันสามารถสร้างภูมิต้านทาน ทำให้เราไม่เป็นหวัดบ่อยและหายจากโรคหวัดได้เร็วขึ้น ความคิดนี้สามารถยืนยันได้จากผลวิจัยที่มีการทำในปี 1970 โดย ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ถึง 2 ครั้ง ได้เขียนหนังสือ เล่มหนึ่งชื่อ “วิตามินซีกับโรคหวัด” เขากล่าวว่าหากเราได้รับ วิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม จะสามารถป้องกันหวัดและถ้าเป็นหวัดก็จะหายเร็วกว่า โดยจะมีวันป่วยน้อยกว่าคนปกติถึง 60% แต่ทราบหรือไม่ว่า วิตามินซีมีประโยชน์มากกว่าการป้องกันโรคหวัด

วิตามินซี สามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคได้

เรา พบว่า วิตามินซี มีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นวิตามินซี ยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย หรือฮิสตามีน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายนี้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ถ้าร่างกายมี วิตามินซี เพียงพอ ก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส จากคุณสมบัติการเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ

Vitamin C-1000 mg with Bioflavonoids & Rose Hips / 100 Caplets (Puritan ‘s Pride)วิตามินซี ช่วยบำรุงผิวได้

สำหรับ การดูแลสุขภาพเพื่อให้มีผิวพรรณที่สมบูรณ์ การรับประทานผักสดและผลไม้สด ทำให้ผิวสวย เหงือกและฟันแข็งแรง นั่นเพราะวิตามินซี ในผักและผลไม้ จะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารมากก็จะทำงานดีขึ้น ผิวจะดูมีสุขภาพดี และเรียบเนียน รวมทั้งวิตามินซี ยังช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในเซลล์ ทำให้ผิวแน่น และยืดหยุ่นดีขึ้น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร วิตามินซี ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น

คนที่สูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้คนสูบบุหรี่ ต้องการวิตามินซีมากกว่าคนอื่น

มี การวิจัยพบว่า เด็กที่ผู้ปกครองสูบบุหรี่ จะมีปริมาณวิตามินซี ในร่างกายลดลงครึ่งหนึ่ง ของเด็กที่ผู้ปกครองไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่หรือสูบบุหรี่เอง ควรรับประทานวิตามินซี เสริม โดยวิตามินซี สามารถช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ของคนที่สูบบุหรี่ที่มีระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี ให้มีสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว โดยพบว่า การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อรับประทานวิตามินซี ในขนาด 2,000 มิลลิกรัม

รับประทานวิตามินซี ทุกวัน ไม่เป็นต้อกระจก

มี การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินซี มาอย่างน้อย 10 ปี จะมีโอกาสที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77% ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

บทบาทสำคัญของวิตามินซีมากมายหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น

1. เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างของหลอดเลือด เอ็น กระดูก และฟัน

2. เป็นสารด้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสุงช่วยปกป้องเซลล์ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะปกติ

3. ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น

4. มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทจำพวก norepinephrine ซึ่งสารสื่อประสาทดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยทำให้มองรับรู้เกี่ยวกับอารมณ์

5. ช่วยในการสังเคราะห์สาร carnitine ซึ่งเป็นสารโมเลกุลขนาดเล็กที่มีส่วนช่วยในการลำเลียงไขมันที่ไมโทคอนเดรี ยเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน แก่ร่างกาย

6. มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของโคเลสเทอรอล โดยจะช่วยเปลี่ยนโคเลสเทอรอลให้กลายเป็นกรดน้ำดี (bile acids) ทำให้ ระดับโคเลสเทอรอลในหลอดเลือดลดลงได้

7. เสริมภูมิต้านทานและช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านสารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้             สำหรับอาหารที่จัดว่ามีวิตามินซีสูง ได้แก่ อาหารจำพวกผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มะนาว กีวี พริกหยวก ผักกาด มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่งและบล็อคโคลี่ เป็นต้น เนื่องจากวิตามินซีสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสง โลหะหรือความร้อน ดังนั้นส่วนใหญ่วิตามินซีที่มีอยู่ในอาหารจะสูญเสียไประหว่างขั้นตอนของการ ประกอบอาหาร เช่น ในกระบวนการต้มหรือนึ่งอาหารที่ใช้เวลานานมากเกินไป เช่นเดียวกับการแช่ผักไว้ในช่องแช่แข็งเป็นระยะเวลานานหรือหั่นผักแล้วนำไป แช่น้ำจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำได้ นอกจากนั้นการคั้นน้ำผลไม้รับประทานควรจะคั้นแล้วรับประทานเลยทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 วัน ถ้าเป็นไปได้ควรบริโภคผักและผลไม้สดเพราะจะให้ทำให้ได้รับวิตามินซีในปริมาณ ที่มากที่สุดได้

อาหารแต่ละชนิดมีปริมาณของวิตามินซีแตกต่างกันออกไป ดังตาราง

ตารางสรุปปริมาณวิตามินซีที่ได้รับจากการบริโภคอาหารชนิดต่าง ๆ

ชนิดของอาหาร
ปริมาณอาหาร
ปริมาณวิตามินซีที่ได้รับ (มิลลิกรัม)
  1. มะละกอ
1 ผล
187.87
  2. พริกหยวกสีแดง (หั่น) *
1 ถ้วย
174.80
  3. บล็อคโคลี่ (นึ่ง) *
1 ถ้วย
123.40
  4. สตรอเบอร์รี่
1 ถ้วย
81.65
  5. ส้ม
1 ผล
69.69
  6. แคนตาลูป (หั่น) *
1 ถ้วย
67.52
  7. กีวี
1 ผล
57.00
  8. ดอกกะหล่ำ (ต้ม) *
1 ถ้วย
54.93
  9. มะเขือเทศสุก
1 ถ้วย
34.38
  10. ราสเบอร์รี่
1 ถ้วย
30.76
  11. สัปปะรด (หั่น) *
1 ถ้วย
23.87
  12. ถั่วลันเตา (ต้ม) *
1 ถ้วย
22.72

ที่มา : Food and Drug Administration ประเทศสหรัฐอเมริกา

           * อาหารในข้อ 3,8, และ 12 ที่นำมาทดลองหาปริมาณวิตามินซีนั้นได้ผ่านขั้นตอนการประกอบอาหารแล้ว แต่เป็นขั้นตอนที่ผ่านการวิจัยว่าจะสามารถคงปริมาณของวิตามินซีธรรมชาติไว้ ได้มากที่สุด แต่วิตามินซีบางส่วนที่อยู่ในอาหารชนิดนั้นอาจสลายตัวไปบ้าง เช่นเดียวกับอาหารในข้อ 2,6,11 ที่ผ่านการหั่นและวิตามินซีบางส่วนอาจสลายไปเนื่องการปฏิกิริยาออกซิไดซ์กับ ออกซิเจนในอากาศ ซึ่งถ้าเทียบกับอาหารชนิดเดียวกันที่ไม่ผ่านกระบวนการใดเลย จะมีปริมาณวิตามินซีธรรมชาติที่มากกว่า

ปริมาณวิตามินซี ที่ควรได้รับในแต่ละวัน            ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเพศ และวัยแต่โดยเฉลี่ยแล้วไม่ควรรับประทานวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะหากร่างกายได้รับวิตามินซีในประมาณที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลข้าง เคียงได้ เช่น มีอาการปวดท้อง ท้องร่วง หรือท้องอืด ในทางตรงกันข้ามหากร่างกายได้รับวิตามินซีน้อยเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการผิด ปกติต่างๆ เช่น ผมแห้ง ผิวแห้ง เหงือกอักเสบ มีอาการบวมตามข้อต่อ ภูมิต้านทานลดลง แผลหายช้ากว่าปกติ หรืออาจทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดได้

– ผู้ที่มีอาการเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ และร่างกายอ่อนแอ ควรได้รับวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม

– ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ มีความเครียดในร่างกาย ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม

– ผู้ที่ต้องการดูแลและบำรุงสุขภาพ ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม

          Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets ( Puritan ‘s Pride ) ราคา 950 –  ประโยชน์ มหาศาล ต้านอนุมูลอิสระ ผลิตคอลลาเจนและไฟเบอร์ สังเคราะห์สารสเตรอยด์ให้กับร่างกาย การรักษาบาดแผล เป็นสารสื่อประสาท ต้านหวัดเพิ่มภูมิคุ้มกันและอื่นๆๆๆๆวิตามินซี สูตรเข้มข้นนำเข้าจากอเมริกา พร้อมสารสกัดธรรมชาติ ไบโอฟลาโวนอย ชนิดเพิ่มการดูดซึมได้ยาวนาน 6- 12 ชม.  Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets ( Puritan 's Pride )     …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..  ขนาดรับประทานครั้งละ1-2 เม็ด / วัน พร้อมอาหาร  Directions: For adults, take one (1) to two (2) caplets daily, preferably with meals.  …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..  คุณประโยชน์ของ ‘วิตามินซี’  ไม่ใช่มีไว้แค่ต้านหวัด  โดย ทั่วไปแล้ว เราทราบมาว่าการรับประทานวิตามินซี เป็นประจำทุกวันสามารถสร้างภูมิต้านทาน ทำให้เราไม่เป็นหวัดบ่อยและหายจากโรคหวัดได้เร็วขึ้น ความคิดนี้สามารถยืนยันได้จากผลวิจัยที่มีการทำในปี 1970 โดย ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ถึง 2 ครั้ง ได้เขียนหนังสือ เล่มหนึ่งชื่อ “วิตามินซีกับโรคหวัด” เขากล่าวว่าหากเราได้รับ วิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม จะสามารถป้องกันหวัดและถ้าเป็นหวัดก็จะหายเร็วกว่า โดยจะมีวันป่วยน้อยกว่าคนปกติถึง 60% แต่ทราบหรือไม่ว่า วิตามินซีมีประโยชน์มากกว่าการป้องกันโรคหวัด  วิตามินซี สามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคได้  เรา พบว่า วิตามินซี มีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นวิตามินซี ยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย หรือฮิสตามีน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายนี้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ถ้าร่างกายมี วิตามินซี เพียงพอ ก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส จากคุณสมบัติการเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ  วิตามินซี ช่วยบำรุงผิวได้  สำหรับ การดูแลสุขภาพเพื่อให้มีผิวพรรณที่สมบูรณ์ การรับประทานผักสดและผลไม้สด ทำให้ผิวสวย เหงือกและฟันแข็งแรง นั่นเพราะวิตามินซี ในผักและผลไม้ จะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารมากก็จะทำงานดีขึ้น ผิวจะดูมีสุขภาพดี และเรียบเนียน รวมทั้งวิตามินซี ยังช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในเซลล์ ทำให้ผิวแน่น และยืดหยุ่นดีขึ้น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร วิตามินซี ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น  คนที่สูบบุหรี่หรืออยู่ใกล้คนสูบบุหรี่ ต้องการวิตามินซีมากกว่าคนอื่น  มี การวิจัยพบว่า เด็กที่ผู้ปกครองสูบบุหรี่ จะมีปริมาณวิตามินซี ในร่างกายลดลงครึ่งหนึ่ง ของเด็กที่ผู้ปกครองไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่หรือสูบบุหรี่เอง ควรรับประทานวิตามินซี เสริม โดยวิตามินซี สามารถช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ของคนที่สูบบุหรี่ที่มีระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี ให้มีสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว โดยพบว่า การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อรับประทานวิตามินซี ในขนาด 2,000 มิลลิกรัม  รับประทานวิตามินซี ทุกวัน ไม่เป็นต้อกระจก  มี การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินซี มาอย่างน้อย 10 ปี จะมีโอกาสที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77% ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง  บทบาทสำคัญของวิตามินซีมากมายหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น  1. เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างของหลอดเลือด เอ็น กระดูก และฟัน  2. เป็นสารด้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสุงช่วยปกป้องเซลล์ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะปกติ  3. ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น  4. มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทจำพวก norepinephrine ซึ่งสารสื่อประสาทดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยทำให้มองรับรู้เกี่ยวกับอารมณ์  5. ช่วยในการสังเคราะห์สาร carnitine ซึ่งเป็นสารโมเลกุลขนาดเล็กที่มีส่วนช่วยในการลำเลียงไขมันที่ไมโทคอนเดรี ยเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน แก่ร่างกาย  6. มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของโคเลสเทอรอล โดยจะช่วยเปลี่ยนโคเลสเทอรอลให้กลายเป็นกรดน้ำดี (bile acids) ทำให้ ระดับโคเลสเทอรอลในหลอดเลือดลดลงได้  7. เสริมภูมิต้านทานและช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านสารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้             สำหรับอาหารที่จัดว่ามีวิตามินซีสูง ได้แก่ อาหารจำพวกผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มะนาว กีวี พริกหยวก ผักกาด มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่งและบล็อคโคลี่ เป็นต้น เนื่องจากวิตามินซีสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสง โลหะหรือความร้อน ดังนั้นส่วนใหญ่วิตามินซีที่มีอยู่ในอาหารจะสูญเสียไประหว่างขั้นตอนของการ ประกอบอาหาร เช่น ในกระบวนการต้มหรือนึ่งอาหารที่ใช้เวลานานมากเกินไป เช่นเดียวกับการแช่ผักไว้ในช่องแช่แข็งเป็นระยะเวลานานหรือหั่นผักแล้วนำไป แช่น้ำจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำได้ นอกจากนั้นการคั้นน้ำผลไม้รับประทานควรจะคั้นแล้วรับประทานเลยทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 วัน ถ้าเป็นไปได้ควรบริโภคผักและผลไม้สดเพราะจะให้ทำให้ได้รับวิตามินซีในปริมาณ ที่มากที่สุดได้  อาหารแต่ละชนิดมีปริมาณของวิตามินซีแตกต่างกันออกไป ดังตาราง  ตารางสรุปปริมาณวิตามินซีที่ได้รับจากการบริโภคอาหารชนิดต่าง ๆ ชนิดของอาหาร 	 ปริมาณอาหาร 	 ปริมาณวิตามินซีที่ได้รับ (มิลลิกรัม)   1. มะละกอ 	 1 ผล 	 187.87   2. พริกหยวกสีแดง (หั่น) * 	 1 ถ้วย 	 174.80   3. บล็อคโคลี่ (นึ่ง) * 	 1 ถ้วย 	 123.40   4. สตรอเบอร์รี่ 	 1 ถ้วย 	 81.65   5. ส้ม 	 1 ผล 	 69.69   6. แคนตาลูป (หั่น) * 	 1 ถ้วย 	 67.52   7. กีวี 	 1 ผล 	 57.00   8. ดอกกะหล่ำ (ต้ม) * 	 1 ถ้วย 	 54.93   9. มะเขือเทศสุก 	 1 ถ้วย 	 34.38   10. ราสเบอร์รี่ 	 1 ถ้วย 	 30.76   11. สัปปะรด (หั่น) * 	 1 ถ้วย 	 23.87   12. ถั่วลันเตา (ต้ม) * 	 1 ถ้วย 	 22.72  ที่มา : Food and Drug Administration ประเทศสหรัฐอเมริกา             * อาหารในข้อ 3,8, และ 12 ที่นำมาทดลองหาปริมาณวิตามินซีนั้นได้ผ่านขั้นตอนการประกอบอาหารแล้ว แต่เป็นขั้นตอนที่ผ่านการวิจัยว่าจะสามารถคงปริมาณของวิตามินซีธรรมชาติไว้ ได้มากที่สุด แต่วิตามินซีบางส่วนที่อยู่ในอาหารชนิดนั้นอาจสลายตัวไปบ้าง เช่นเดียวกับอาหารในข้อ 2,6,11 ที่ผ่านการหั่นและวิตามินซีบางส่วนอาจสลายไปเนื่องการปฏิกิริยาออกซิไดซ์กับ ออกซิเจนในอากาศ ซึ่งถ้าเทียบกับอาหารชนิดเดียวกันที่ไม่ผ่านกระบวนการใดเลย จะมีปริมาณวิตามินซีธรรมชาติที่มากกว่า  ปริมาณวิตามินซี ที่ควรได้รับในแต่ละวัน            ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเพศ และวัยแต่โดยเฉลี่ยแล้วไม่ควรรับประทานวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะหากร่างกายได้รับวิตามินซีในประมาณที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลข้าง เคียงได้ เช่น มีอาการปวดท้อง ท้องร่วง หรือท้องอืด ในทางตรงกันข้ามหากร่างกายได้รับวิตามินซีน้อยเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการผิด ปกติต่างๆ เช่น ผมแห้ง ผิวแห้ง เหงือกอักเสบ มีอาการบวมตามข้อต่อ ภูมิต้านทานลดลง แผลหายช้ากว่าปกติ หรืออาจทำให้เป็นโรคลักปิดลักเปิดได้  – ผู้ที่มีอาการเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ และร่างกายอ่อนแอ ควรได้รับวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม  – ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ มีความเครียดในร่างกาย ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม  – ผู้ที่ต้องการดูแลและบำรุงสุขภาพ ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม          นอกจากจะได้รับวิตามินซีจากอาหารแล้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะขาดวิตามินซี ก็สามารถเลือกบริโภควิตามินซีในรูปของอาหารเสริมได้ ซึ่งมีทั้งที่สกัดจากธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้นและเนื่องจากวิตามินซีนั้นจะ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีหากใช้ร่วมกับฟลาโวนอยด์ (flavonoid) โดย flavonoid จัดเป็นสารสี (pigment) ที่สกัดได้จากพืช เช่น ชา แอบเปิ้ล กระเทียม หอมใหญ่ เป็นต้น เป็นสารที่ละลายในน้ำได้และมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีเช่นเดียว กับวิตามินซี ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมส่วนใหญ่จึงนิยมเพิ่มส่วนผสมของ flavonoid ลงไปด้วย นอกจากนั้นยังมีการผสมวิตามินซีกับแร่ธาตุจำพวก แคลเซียม โพแทสเซียม หรือแมกนีเซียมเพื่อลดความเป็นกรดสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามเราควรบริโภควิตามินซีให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะก่อให้ เกิดประโยชน์แก่ร่างกายมากที่สุดคน       เอกสารอ้างอิง 1. Vitamin C – Linus Pauling Institute (micronutrient research for optimum health) oragon state university(Online). Available : http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/vitamins/vitaminC/ (Retrieved 06 / 09 / 2009) 2. Vitamin C – Mediline Plus (Trusted Health Information for you) encyclopedia (Online). Available : http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/002404.htm (Retrieved 06 / 09 / 2009) 3. Vitamin C – The world’s healthiest foods  (Online). Available :http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=nutrient&dbid=109(Retrieved 06 / 09 / 2009) 4. Vitamin C – Food Standards Agency (Healthydiet) (Online). Available : http://www.eatwell.gov.uk/healthydiet/nutritionessentials/vitaminsandminerals/vitaminc/#elem220563 (Retrieved 06 / 09 / 2009) 5. Vitamin C – Fact Sheet Extension (OhioStateUniversity) (Online). Available : http://ohioline.osu.edu/hyg-fact/5000/5552.html (Retrieved 06 / 09 / 2009)   6. นิตยสาร สสวท. ปีที่ 37 ฉบับที่ 160 (พ.ค. – มิ.ย. 2552) เรื่องบทบาทของวิตามินซีต่อการเสริมสร้างคอลลาเจน  Vitamin C-1000 mg with Rose Hips Time Release / 250 Tablets ( Puritan 's Pride )นอกจากจะได้รับวิตามินซีจากอาหารแล้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะขาดวิตามินซี ก็สามารถเลือกบริโภควิตามินซีในรูปของอาหารเสริมได้ ซึ่งมีทั้งที่สกัดจากธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้นและเนื่องจากวิตามินซีนั้นจะ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีหากใช้ร่วมกับฟลาโวนอยด์ (flavonoid) โดย flavonoid จัดเป็นสารสี (pigment) ที่สกัดได้จากพืช เช่น ชา แอบเปิ้ล กระเทียม หอมใหญ่ เป็นต้น เป็นสารที่ละลายในน้ำได้และมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีเช่นเดียว กับวิตามินซี ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมส่วนใหญ่จึงนิยมเพิ่มส่วนผสมของ flavonoid ลงไปด้วย นอกจากนั้นยังมีการผสมวิตามินซีกับแร่ธาตุจำพวก แคลเซียม โพแทสเซียม หรือแมกนีเซียมเพื่อลดความเป็นกรดสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตามเราควรบริโภควิตามินซีให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะก่อให้ เกิดประโยชน์แก่ร่างกายมากที่สุดคน       เอกสารอ้างอิง
1. Vitamin C – Linus Pauling Institute (micronutrient research for optimum health) oragon state university(Online). Available : http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/vitamins/vitaminC/ (Retrieved 06 / 09 / 2009)
2. Vitamin C – Mediline Plus (Trusted Health Information for you) encyclopedia (Online). Available : http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/002404.htm (Retrieved 06 / 09 / 2009)
3. Vitamin C – The world’s healthiest foods  (Online). Available :http://www.whfoods.com/genpage.php?tname=nutrient&dbid=109(Retrieved 06 / 09 / 2009)
4. Vitamin C – Food Standards Agency (Healthydiet) (Online). Available : http://www.eatwell.gov.uk/healthydiet/nutritionessentials/vitaminsandminerals/vitaminc/#elem220563 (Retrieved 06 / 09 / 2009)
5. Vitamin C – Fact Sheet Extension (OhioStateUniversity) (Online). Available : http://ohioline.osu.edu/hyg-fact/5000/5552.html (Retrieved 06 / 09 / 2009)   6. นิตยสาร สสวท. ปีที่ 37 ฉบับที่ 160 (พ.ค. – มิ.ย. 2552) เรื่องบทบาทของวิตามินซีต่อการเสริมสร้างคอลลาเจน